เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง The Interview (2014) คู่หูสัปดนตะลุยเกาหลีเหนือ
คู่หูสัปดนตะลุยเกาหลีเหนือ
(ชื่ออังกฤษ: The Interview)
ปีที่ออกฉาย: 2014
Dave Skylark และผู้ผลิต Aaron Rapaport ของเขาแสดงหนังสือพิมพ์ “Skylark Tonight” ที่เป็นที่รู้จักกันดี เมื่อพวกเขาได้พบกับผู้คลั่งไคล้ที่ไม่คาดคิดของคิมจองอึนพวกเขาได้รับการลงทะเบียนโดยซีไอเอเพื่อประหารเขา “Dave Skylark” (James Franco) และผู้ผลิตผู้สมรู้ร่วมคิด “Aaron Rapoport” (Seth Rogan) จากการพูดคุยชื่อใหญ่กับโปรแกรม “Slack2nite” มีโอกาสพบกับเผด็จการที่มีชื่อเสียงของเกาหลีเหนือ “Kim Jong-un” “คู่หูสัปดนตะลุยเกาหลีเหนือ” เห็นได้ชัดว่าโอกาสนี้ทำให้ทั้งโลกประหลาดใจอย่างมาก ทั้งๆที่ผู้บุกเบิกของประเทศนี้เกือบจะดีที่สุดในโลก แต่วันหนึ่งเมื่อซีไอเออ่อนเยาว์มาที่ด้านหน้าของบ้านทั้งเดฟและแอรอนผู้ซึ่งเดินทางไปเปียงยาง ไม่เจอกันง่ายๆ ไม่ว่าในกรณีใดก็ตามให้บังคับให้ทั้งคู่ดำเนินการ Kim Jong-un! เรื่องราวของการประชุมที่ดุเดือดนรกทำลายในครั้งนี้ ผู้สมคบส่วนตัวเล่นซอกับเกาหลีเหนือหรือเพื่อความคลั่งไคล้ในการกระตุ้นผู้บุกเบิก (อังกฤษ: บทสัมภาษณ์) เป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจ 2014 จัดและประสานงานโดย “The Interview” เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองที่ประสานงานโดยทั้งคู่หลังจาก ภาพยนตร์เรื่องนี้แต่งโดยแดน Sterling ในมุมมองของเรื่องราวของแท้กับ Rogen และ Goldberg เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นคอลัมนิสต์และผู้สร้างที่เป็นสหาย ทั้งคู่ได้รับการเชิญชวนอย่างพิเศษจาก Kim Jean-Eun ผู้บุกเบิกของเกาหลีเหนือไปพบกับ CIA เพื่อสังหารทั้งสองหัวภาพเคลื่อนไหวนี้ได้รับการออกแบบตามคำบรรยายในนิตยสาร Vise ในปี 2012 ในเดือนมิถุนายน 2014 รัฐบาลเกาหลีเหนือ มีปฏิกิริยาโดยทำตามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านสหรัฐอเมริกา ในโอกาสที่โคลัมเบียพิคเจอร์สนำเสนอภาพยนตร์เรื่องนี้ต่อรายการภายหลังโคลัมเบียพิคเจอร์สชะลอการฉายภาพยนตร์ โดยที่โคลัมเบียพิคเจอร์ได้นำเอากุญแจมาตัดให้ถูกต้องตามความต้องการของรัฐบาลเกาหลีเหนือ ในเดือนพฤศจิกายนเฟรมเวิร์กพีซีของ Sony Pictures Entertainment เป็นกิจกรรมลับ เอฟบีไอเชื่อมั่นว่าผู้พิทักษ์แห่งสันติภาพซึ่งถูกควบคุมโดยเกาหลีเหนือ [6] กล่าวว่าการรวมตัวกันกล่าวเพิ่มเติมว่าจะส่งสงครามจิตวิทยาไปที่โรงภาพยนตร์ที่แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้
The Interview (2014) คู่หูสัปดนตะลุยเกาหลีเหนือ เล่าเรื่องนักข่าวสองคนที่พลาดพลั้งเมื่อความทะเยอทะยานพาให้พวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับการติดต่อครั้งใหญ่เกินกำลัง กลายเป็นภารกิจที่ยิ่งพยายามทำให้เรื่องเล็กลง กลับยิ่งทวีความตึงเครียดในทุกก้าว ระหว่างการหาทางรอด พวกเขายังต้องรับมือกับผลสะท้อนจากคำพูดและการตัดสินใจที่ไม่อาจย้อนกลับได้
เรื่องเริ่มจากนักข่าวสองคนที่มีหน้าที่คิดคอนเทนต์ตามจังหวะงาน พอข่าวลือและโอกาสบางอย่างเปิดทาง พวกเขากลับเชื่อว่าการไปถึง “คำตอบ” น่าจะทำให้ทุกอย่างจบแบบที่ตัวเองวางไว้ แต่เมื่อภารกิจพาเข้าสู่พื้นที่ที่กฎเกณฑ์ไม่เหมือนใคร ความจริงก็เริ่มกัดกินความมั่นใจทีละน้อย
ยิ่งพวกเขาต้องใช้ทั้งไหวพริบและความสามารถในการเล่นบท “คนธรรมดา” เพื่อไม่ให้ใครจับพิรุธ การสื่อสาร การสืบข้อมูล และการรับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้ากลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ความตลกที่พยายามยึดไว้ กลับกลายเป็นดาบสองคม เพราะในสถานการณ์ที่คุมเกมอยู่ฝ่ายตรงข้าม ทุกคำพูดอาจถูกตีความผิด และทุกความล่าช้าอาจทำให้เส้นตายเข้ามาใกล้กว่าเดิม
ตลอดทาง คู่หูต้องเลือกว่าจะยอมถอยเพื่อความปลอดภัยหรือจะฝืนต่อเพื่อให้ภารกิจเดินหน้า แม้จะรู้ว่าท้ายที่สุดสิ่งที่พวกเขาเริ่มต้นอาจส่งผลกระทบไกลเกินสิ่งที่ควบคุมได้ ทำให้หนังค่อย ๆ ปรับน้ำหนักจาก “ไอเดียขำ ๆ” ไปสู่ความตึงเครียดแบบที่บีบให้ต้องคิดเร็วและตัดสินใจทันที
หนังเด่นที่การผสมอารมณ์เสียดสีเข้ากับแรงกดดันแบบเส้นตาย ทำให้ความสนุกไม่ได้ลอย ๆ แต่ติดอยู่กับความเสี่ยงจริง ๆ อีกจุดคือจังหวะการพลิกสถานการณ์ที่ทำให้คนดูต้องลุ้นตามว่า “จะรอดด้วยความคิดหรือความเผลอ” และยังใช้ธีมเรื่องอำนาจของสื่อ/คำพูดเพื่อสะท้อนว่าความมั่นใจของคนตัวเล็กอาจกลายเป็นชนวนให้เรื่องใหญ่ขึ้นทันที
The Interview (2014) คู่หูสัปดนตะลุยเกาหลีเหนือ คือหนังที่ใช้ความเสียดสีเป็นเครื่องยนต์ แต่ขับด้วยความตึงเครียดที่คุมจังหวะต่อเนื่อง แม้บางช่วงอารมณ์จะไปทางกวนและเล่นกับภาพจำของสังคม แต่แก่นจริงกลับเป็นคำถามว่าเมื่อสื่อพยายาม “ทำให้เรื่องเกิด” ผลลัพธ์จะย้อนกลับมาหาคนทำยังไง จุดที่น่าชมคือความต่อเนื่องของความเสี่ยงและการตัดสินใจที่ทำให้ตัวละครดูมีเหตุผลในแบบของตัวเอง แม้จะไม่ใช่แบบที่คนดูอยากให้เป็น
สำหรับคนที่ชอบหนังแนวเสียดสีปนแอ็กชันและชอบลุ้นสถานการณ์เฉพาะหน้า หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ แต่ถ้าคุณไม่ถนัดอารมณ์กวน ๆ หรือความเสียดสีแรง ๆ อาจต้องปรับความคาดหวังสักนิด




