เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง The Black Death (2015) ผีห่าอโยธยา
ชื่ออังกฤษ: The Black Death
ชื่อไทย: ผีห่าอโยธยา
ปีที่ออกฉาย: 2015
ปีพุทธศักราช 2108 ท่ามกลางมหาศึกระหว่างอโยธยาและหงสา ยังมีคำบอกเล่าถึงโรคาพิบัติภัยครั้งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์มิได้จารึกไว้นั่นคืออุบัติแห่ง “ผีห่า” หายนะอาเพศที่ทำให้ศพที่เสียชีวิตจากโรคห่า กลับฟื้นชีวิตขึ้นใหม่อีกครั้งในคราบของอสูรร้ายที่ไล่ล่ากันกินผู้คนเพื่อแพร่เชื้อร้ายให้มนุษย์กลับกลายมาเป็นพวกของมัน โดยที่ไม่มียาใดจะรักษาได้ ทางเดียวที่จะหยุดมันได้คือการฟันที่หัวของมันให้ขาดออกจากร่างเท่านั้นสหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล และ ฟุ๊คดุ๊ค ฟิล์ม พาคุณสัมผัสกับความมันส์แบบสยองขวัญ ในภาพยนตร์แอ็คชั่นสยองขวัญเลือดสาดย้อนยุค PERIOD -SURVIVAL ACTION-HORROR จากผลงานเขียนบท-กำกับภาพยนตร์ โดย ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคลร่วมด้วย เต้ย-พงศกร เมตตาริกานนท์,แคท-ซอนญ่า สิงหะ,แม็กกี้- อาภา ภาวิไล,แต๊บ-เอเอฟ ธนพล มหธร,โซดา-วีรี ละดาพันธ์,คาน-คานธี วสุวิชย์กิต,หนึ่ง-ชลัฎ ณ สงขลา,ชาติ อรรถจินดา, แนน-ปรางค์วลัย วงศ์สว่างวงศ์ ๑๘ก.พ.๕๘ ถึงคราที่อุบัติผีห่าจักรุกรานพี่น้องกลืนกินอโยธยาจนแทบสิ้นแผ่นดิน
เมื่อโรคระบาดพาเมืองไปสู่ความวุ่นวาย ชายคนหนึ่งซึ่งติดอยู่กับตรรกะของตนพยายามหาคำอธิบายให้สิ่งที่มองไม่เห็น แต่ยิ่งไล่ตามร่องรอย ยิ่งต้องเผชิญกับความหมายของ “ความเชื่อ” ที่กลายเป็นทั้งคำตอบและอันตราย พร้อมคำถามว่าใครกันแน่ที่เป็นต้นตอของหายนะครั้งนี้
ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ชีวิตของผู้คนถูกบีบให้เลือกระหว่างการยอมจำนนต่อคำร่ำลือ หรือการยืนหยัดหาความจริง ผู้นำทางความคิดของเรื่องพยายามใช้เหตุผลและการสังเกตเพื่อคลี่คลายว่าทำไมโรคถึงกระจายอย่างรวดเร็วและเลือกโจมตีบางสิ่งบางอย่างอย่างจงใจ ขณะการค้นหาของเขากลับพาไปพบพฤติกรรมที่ดูคล้ายพิธีกรรมและสัญญาณที่ตีความได้หลายทาง ความสัมพันธ์ในกลุ่มคนใกล้ตัวเริ่มแตกร้าวเพราะความต่างของสิ่งที่เชื่อ และทุกครั้งที่เข้าใกล้คำตอบ ความจริงก็ไม่ได้ทำให้ปลอดภัยขึ้นเท่าเดิม
หนังเดินเกมด้วยความคลุมเครือของ “ศรัทธา” มากกว่าจะพยายามเฉลยตรงๆ ภาพรวมให้ความรู้สึกหลอนแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันประเด็นเรื่องโรคระบาดถูกใช้เป็นฉากสะท้อนความเห็นแก่ตัวและความกลัวของมนุษย์ ความตึงอยู่ที่การตีความสัญญาณรอบตัวตลอดเวลา
“The Black Death (2015) ผีห่าอโยธยา” มีเสน่ห์ตรงที่ไม่รีบตอบว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น แต่เลือกให้ผู้ชมอยู่กับความไม่แน่ใจแทน ทำให้เรื่องดูกดดันและชวนคิดถึงผลของความเชื่อที่ถูกบิดให้กลายเป็นอาวุธ อย่างไรก็ตาม คนที่คาดหวังความชัดเจนแบบอธิบายหมดทุกขั้นอาจรู้สึกว่าต้องใช้เวลาปรับสายตากับความคลุมเครือ




