เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Mr. Peabody and Sherman (2014) ผจญภัยท่องเวลากับนายพีบอดี้และเชอร์แมน
ชื่ออังกฤษ: Mr. Peabody and Sherman
ชื่อไทย: ผจญภัยท่องเวลากับนายพีบอดี้และเชอร์แมน
ปีที่ออกฉาย: 2014
เป็นเรื่องราวของ นายพีบอดี้ (ให้เสียงโดยไท เบอร์เรลล์ ผู้ชนะรางวัล Emmy Award จากเรื่อง Modern Family) คือนักธุรกิจ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบล นักชิมอาหาร ผู้ชนะรางวัลเหรียญทองโอลิมปิคสองสมัย และอัจฉริยะ ผู้บังเอิญเป็นสุนัข นายพีบอดี้และเชอร์แมน บุตรบุญธรรมของเขา (แม็กซ์ ชาร์ลส – The Amazing Spider-Man) ใช้เครื่อง WABAC สุดยอดสิ่งประดิษฐ์อัจฉริยะของเขา ท่องเวลากลับสู่อดีตเพื่อสัมผัสกับเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงโลกด้วยตัว เองและเจอกับบุคคลสำคัญต่างๆ ของโลก แต่เมื่อเชอร์แมนทำผิดกฎแห่งการท่องเวลา พระเอกทั้งสองจึงต้องเร่งแก้ไขประวัติศาสตร์และช่วยรักษาอนาคต ขณะที่นายพีบอดี้ อาจจะต้องเจอกับความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือ การเป็นพ่อ!!!
นายพีบอดี้ เจ้าหนูอัจฉริยะที่ใช้ความรู้แก้ไขปัญหาจำนวนมาก ต้องพาเชอร์แมน เด็กชายที่กระหายการเรียนรู้ ออกเดินทางท่องเวลาเมื่อสถานการณ์บังคับให้พวกเขาเข้าไปยุ่งกับ “ช่วงเวลาที่ไม่ควรยุ่ง” การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตื่นตาตื่นใจ แต่ยังพาเชอร์แมนให้เข้าใจความหมายของการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเปลี่ยนแปลง
เมื่อภารกิจพาไปไกลกว่าความคาดหมาย ทั้งคู่ต้องรับมือกับกฎของการท่องเวลาและผลสะท้อนที่เกิดขึ้นทันที แม้จะมีอุปกรณ์และแผนการรองรับ นายพีบอดี้ก็ยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความถูกต้องกับความเสี่ยง ขณะที่เชอร์แมนพยายามทำความเข้าใจโลกในยุคต่างๆ เขาเจอทั้งคน สถานที่ และเหตุการณ์ที่ท้าทายมุมมองของตัวเอง และยิ่งพวกเขาเข้าใกล้เป้าหมาย ภารกิจก็ยิ่งบีบให้ตัดสินใจเร็วขึ้น ระหว่างทางความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถูกทดสอบ ทั้งเรื่องคำตอบที่ถูกต้อง และความกล้าที่จะยืนหยัดเมื่อมีบางอย่างเริ่มหลุดจากมือ
จุดเด่นคือการเล่าแบบผจญภัยที่ทำให้ “ประเด็นเชิงศีลธรรม” ไม่หนักเกินไป แม้เรื่องจะเกี่ยวกับกฎการเปลี่ยนเวลาแต่ยังคงความสนุกด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเชอร์แมน รวมถึงการวางจังหวะตึง-ผ่อนที่พาให้ติดตามง่าย ตั้งแต่ภาพรวมการเดินทางไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ ของแต่ละยุคที่ช่วยเติมสีสันให้โลกเรื่องเดินต่ออย่างมีเหตุผล
Mr. Peabody and Sherman (2014) ผจญภัยท่องเวลากับนายพีบอดี้และเชอร์แมน เป็นหนังครอบครัวที่ใช้ธีมการท่องเวลาเพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น พร้อมแทรกบทเรียนเรื่องความรับผิดชอบแบบไม่เทศนาเกินไป การเล่าเดินหน้าด้วยจังหวะการผจญภัยและความสัมพันธ์ของตัวละคร ทำให้หนังยังคงสนุกแม้จะมีความซับซ้อนของผลกระทบจากการเปลี่ยนอดีตหรืออนาคต ความน่าดูจึงอยู่ที่ทั้งความบันเทิงและการชวนคิดควบคู่กัน




