เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Lava (2015) ลาวา อนิเมชั่นสั้นจากInside Out
ชื่ออังกฤษ: Lava
ชื่อไทย: ลาวา อนิเมชั่นสั้นจากInside Out
ปีที่ออกฉาย: 2015
สร้างความประทับใจให้กับคนดูได้อย่างท่วมท้น สำหรับภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดสั้น เรื่อง ” LAVA ” ซึ่งฉายปะหน้าอนิเมชั่น Inside Out ผลงานล่าสุดจาก Disney Pixar ซึ่งมีความยาว 7 นาที ผลงานการกำกับโดย James Ford Murphy โดยเป็นเรื่องราวธีมฮาวายเกี่ยวกับภูเขาไฟลูกหนึ่งที่ร้องเพลงเพื่อรอสักวันให้ได้พบคู่รัก ซึ่ง LAVA เล่าเรื่องราวตลอด 7 นาทีด้วยเสียงเพลงและอูคูเลเล่ ทำให้นึกถึงเพลง Somewhere Over the Rainbow ที่ถูกนำมาร้องใหม่ โดย israel kamakawiwo ole นักดนตรีพื้นเมืองชาวฮาวายร่างกายอ้วนท้วม ทั้งนี้หากใครเข้าไปชม Inside Out พากย์ภาษาไทยจะได้ฟังเสียงร้องจาก โดมกับมาตัง เดอะสตาร์ร้องในเวอร์ชั่นแปลไทยด้วย
เรื่องสั้นที่เล่าอารมณ์ของ “ลาวา” ก้อนไฟที่ถูกสร้างมาให้ทำหน้าที่ของมัน ทว่าความร้อนแรงกลับกลายเป็นภาระเมื่อมันต้องอยู่ร่วมกับโลกที่ไม่เข้าใจกันง่าย ๆ ระหว่างการพยายามทำตัวให้ถูกต้อง ลาวากลับเผชิญทั้งความโดดเดี่ยวและความกลัวที่จะทำร้ายใคร จนนำไปสู่การค้นหาคำตอบว่า “การเป็นตัวเอง” ทำได้แค่ไหนในแบบที่ไม่ทำลายทุกอย่าง
ลาวาถือกำเนิดจากความร้อนและพลังของภูเขา มันถูกพาให้เคลื่อนตัวตามหน้าที่ แต่เมื่อมีบางช่วงที่จังหวะและอารมณ์พาให้ไฟลุกเกินควบคุม ลาวากลับรู้สึกว่าโลกกำลังต่อต้าน ความใกล้ชิดกับสิ่งมีชีวิตและพื้นผิวรอบตัวทำให้มันยิ่งสับสน เพราะสิ่งที่ลาวาต้องการจริง ๆ คือการถูกรับรู้โดยไม่ถูกผลักไส ระหว่างการเคลื่อนไหวผ่านความมืดและแรงกดทับของภูมิประเทศ ลาวาพยายามควบคุมตัวเองให้แนบเนียนกับสถานที่ที่เคยเป็น “บ้าน” กระนั้นทุกครั้งที่ความรู้สึกปะทุ ไฟก็กลายเป็นคำตอบแทนคำพูด การหนี การหลบ และการพยายามกลับมาเริ่มต้นใหม่ กลายเป็นเส้นทางของลาวาที่ต้องเรียนรู้ว่า ความตั้งใจที่ดีอาจยังส่งผลรุนแรงได้ และการขอโอกาสให้ตัวเองเป็นเรื่องของหัวใจไม่แพ้ความร้อนในตัวมัน
แก่นของเรื่องอยู่ที่อารมณ์มากกว่าการผจญภัย ลาวาเหมือนเด็กที่พยายามทำให้ดีแต่ดันควบคุมพลังตัวเองไม่ได้ ภาพและจังหวะของความร้อนทำให้ความรู้สึก “ตึง” และ “พัง” ดูจับต้องได้โดยไม่ต้องพึ่งบทพูดเยอะ ๆ อีกทั้งการวางสถานการณ์ให้ผู้ชมค่อย ๆ เข้าใจว่าความผิดพลาดไม่ได้แปลว่าไม่ตั้งใจ ทำให้เรื่องสั้นมีน้ำหนักทางอารมณ์เกินคาด
Lava (2015) เล่าเรื่องความเข้าใจตัวเองและผลกระทบจากความรู้สึกแบบกระชับมาก จึงเหมาะกับคนที่ชอบหนังสั้นที่จับอารมณ์ได้ไว โดยไม่ได้พยายามสร้างความซับซ้อนเกินจำเป็น จุดเด่นคือการใช้ภาพและจังหวะเพื่อทำให้ผู้ชม “รู้สึก” ก่อน “เข้าใจ” และถึงจะเป็นเรื่องสั้น แต่คุมโทนให้หนักแน่นพอจะทิ้งรอยคิดหลังจบ




