เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Beauty and the Beat (2025) ดีว่า..ราวี
ดีว่า..ราวี (Diva, La Vie) หรือเดิมชื่อโปรเจกต์ Beauty and the Beat เป็นภาพยนตร์คอมเมดี้-มิวสิคัลจากค่าย GDH 559 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการแย่งชิงสปอตไลท์ระหว่างนักร้องสองเจเนอเรชัน
เรื่องย่อ
เรื่องราวเริ่มต้นที่ ปลายฝัน (รับบทโดย แจ็คกี้ ชาเคอลีน) อดีตนักร้องชื่อดังระดับดีว่าที่ห่างหายจากวงการไปนานถึง 7 ปี เธอกลับมาพร้อมความมุ่งมั่นที่จะทวงคืนตำแหน่งที่หนึ่งของตัวเองในวงการเพลงอีกครั้ง แต่เส้นทางกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อเธอต้องขึ้นคอนเสิร์ตร่วมกับ คอปเตอร์ (รับบทโดย นุนิว ชวรินทร์) ไอดอลหนุ่มสุดฮอตในยุคปัจจุบันและแก๊งตาคลี
สงครามประสาทและการฟาดฟันบนเวทีระหว่างดีว่ารุ่นเก๋าและไอดอลรุ่นใหม่จึงเริ่มต้นขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่จะได้ครอบครองแสงสปอตไลท์และเป็นเบอร์หนึ่งของวงการตัวจริง
ข้อมูลสำคัญของภาพยนตร์
แนวภาพยนตร์: ตลก / มิวสิคัล
ผู้กำกับ: เติ้ล-กิตติภัค ทองอ่วม (จาก ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์)
นักแสดงนำ: แจ็คกี้ ชาเคอลีน มึ้นช์, นุนิว ชวรินทร์, ปิงปอง ธงชัย และ นินิว เพชรด่านแก้ว
กำหนดฉาย: 10 ธันวาคม 2568
ความยาว: 125 นาที
Further Exploration
อ่านบทสัมภาษณ์เจาะลึกถึงแรงบันดาลใจและเบื้องหลังการทำงานของผู้กำกับได้ที่ YouTube – บุกกอง “ดีว่าราวี”
รับชมความจัดจ้านและตัวอย่างแรกอย่างเป็นทางการได้ที่ Facebook GDH
ตรวจสอบสถิติรายได้และความสำเร็จของภาพยนตร์หลังจากเข้าฉายได้ที่ วิกิพีเดีย – ดีว่า..ราวี
ปลายฝัน ดีว่ารุ่นเก๋าที่ห่างหายจากวงการนาน กลับมาพร้อมความตั้งใจจะกลับไปยืนหนึ่งบนเวทีอีกครั้ง แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ง่าย เพราะเธอต้องขึ้นคอนเสิร์ตร่วมกับ คอปเตอร์ ไอดอลหนุ่มยุคใหม่สุดฮอตและแก๊งตาคลีสุดกวน
ความต่างทั้งรุ่น แฟนคลับ และวิธีการร้อง/เต้น ทำให้ทุกซ้อมและทุกช่วงโชว์เต็มไปด้วยการแข่งขันที่เพิ่มดีกรีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการแย่งพื้นที่ตรงหน้า ไหวพริบบนเวที หรือการท้าชนกันด้วยลีลาและเสียงเพลง ทั้งหมดกำลังจะพิสูจน์ว่า “เบอร์หนึ่ง” ของวงการควรเป็นใครกันแน่
ปลายฝันพยายามปรับตัวให้ทันยุค แต่ยิ่งเข้าใกล้การแสดงจริง ศึกเล็กๆ ก็ทวีความหนักหน่วง ทั้งการเรียกซ้อมที่ไม่ตรงกัน การตีความสไตล์การแสดงที่สวนทาง และการแอบกดดันกันด้วยคำพูดแบบมีชั้นเชิง ขณะเดียวกันคอปเตอร์กลับมองว่าการชิงสปอตไลท์คือเกมที่ต้องเอาชนะให้ได้ทุกเทค
เมื่อแก๊งตาคลีเข้ามาเพิ่มความวุ่นวาย ทุกการฟาดกันบนเวทีเลยไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถ แต่เป็นเรื่องความเชื่อใจและการยอมรับกันในแบบของตนเอง การร่วมงานที่ดูเหมือนฝืนใจจึงค่อยๆ เผยให้เห็นว่า ใครกำลังกลัวอะไร และใครพร้อมจะเปลี่ยนแปลงเพื่อคนดูมากแค่ไหน
คอมเมดี้-มิวสิคัลที่ศึกชิงสปอตไลท์ทั้งตลกและลุ้น เสียงเพลงดันอารมณ์ให้ไหลลื่น มีมุกจากความต่างรุ่นและเคมีของตัวละครที่ตีกันจนสนุก
เป็นหนังที่ใช้การแข่งขันบนเวทีเป็นตัวเดินเรื่องได้อย่างมีจังหวะ ทั้งกัดกันแบบขำๆ และยังทิ้งชั้นเชิงให้คนดูรู้สึกว่าความฝันของแต่ละคนไม่ได้มาเล่นๆ เหมาะมากถ้าอยากดูหนังที่ทั้งร้องทั้งหัวเราะพร้อมความลุ้นแบบไม่กดดัน




