เสียง : ไทย
เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Tooth Fairy (2010) เทพพิทักษ์ฟันน้ำนม
ชื่ออังกฤษ : Tooth Fairy (2010)
ชื่อไทย : เทพพิทักษ์ฟันน้ำนม
ประเภท : Comedy, Family, Fantasy, HD, Master
เรื่องย่อ : Tooth Fairy (2010) เทพพิทักษ์ฟันน้ำนม
ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson) เจ้าของสมญา เทพพิทักษ์ฟันน้ำนม (TOOTH FAIRY) หรือชื่อจริงว่า ดีเร็ค ธอมป์สัน (Derek Thompson) นักกีฬาฮ๊อคกี้ร่างใหญ่ตัวเข้าลุยตัวหลักของทีม เขาได้ชื่อเล่นนี้มาจากนิสัยขยันเลาะฟันคู่ต่อสู้ในระหว่างการแข่งขัน เมื่อดีเร็คพูดจาทำลายความฝันของเด็กหนุ่มน้อยคนหนึ่ง เขาจึงถูกตัดสินลงโทษให้ทำงานหนัก 1 สัปดาห์ไปปฏิบัติหน้าที่ เทพพิทักษ์ฟันน้ำนมตัวจริง (real tooth fairy) แน่ล่ะ งานนี้ต้องติดปีกถือไม้กายสิทธิ์ เต็มยศขนานแท้ แรก ๆ ดีเร็คก็รับไม่ด๊าย….รับไม่ได้ (“can t handle the tooth”) เก้ ๆ กัง ๆ กับเครื่องแบบใหม่และการทำงานที่จะต้องบินไปตามบ้านของคนแปลกหน้าหลังแล้วหลังเล่า เพื่อทำหน้าที่เยี่ยงเทพพิทักษ์ฟันน้ำนม แต่เขาก็ค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับหน้าที่ใหม่ล่าสุด และตระหนักถึงความฝันทั้งหลายทั้งปวงที่เขาลืมไปนานแล้ว ดเวย์น จอห์นสัน ได้ชื่อว่าเป็นนักแสดงชายที่โด่งดังมากคนหนึ่งของแวดวงบันเทิงทุกวันนี้ และสามารถปรับรูปลักษณ์ใหญ่โตของเขาให้เข้ากับบทบาทเฮฮาได้อย่างราบรื่นในภาพยนตร์ที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมมาแล้วหลายเรื่อง อาทิ The Game Plan, Get Smart, และ Race to Witch Mountain
เมื่อ “เทพพิทักษ์ฟันน้ำนม” โผล่มาในโลกมนุษย์ เขาตั้งใจเก็บรวบรวมฟันที่หล่นจากรอยยิ้มของเด็กๆ เพื่อรักษาความหวังและจินตนาการไม่ให้เลือนหาย แต่ยิ่งภารกิจดำเนินไป ความสัมพันธ์กับความเชื่อของผู้คนยิ่งซับซ้อน และศัตรูที่มากับความระแวงก็เริ่มทดสอบเขาอย่างหนัก
เรื่องเริ่มจากการที่เทพพิทักษ์ฟันน้ำนมต้องทำหน้าที่ตามธรรมเนียมกับเด็กๆ ทว่าโลกมนุษย์กลับไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด ทุกครั้งที่เด็กค่อยๆ ห่างจากความมหัศจรรย์ พลังของภารกิจยิ่งลดลง จนเทพต้องหาวิธีทำให้เด็กยัง “เชื่อ” โดยไม่ฝืนเกินไป
ระหว่างการไล่ตามฟันที่กระจัดกระจาย เขาได้พบว่าไม่ใช่แค่การเก็บของสำคัญ แต่คือการเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่กำลังเติบโตและเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่ออย่างปลอดภัย อีกด้านหนึ่ง ความมืดในรูปแบบของความไม่ไว้วางใจค่อยๆ แทรก และดึงให้สถานการณ์ตึงขึ้นเรื่อยๆ เทพพิทักษ์ต้องใช้ทั้งไหวพริบและหัวใจเพื่อปกป้องความหวังให้ทันเวลาที่ทุกอย่างจะพังลง
หัวใจของเรื่องคือการต่อสู้กับ “การไม่เชื่อ” มากกว่าภัยตรงหน้า ทำให้ความกดดันมีทั้งมิติทางอารมณ์และความสนุกแบบแฟนตาซี นอกจากนี้ยังมีพลังจากจังหวะการผจญภัยที่สลับกับช่วงเวลาที่ทำให้ผู้ใหญ่ย้อนนึกถึงความสำคัญของรอยยิ้มและจินตนาการ
เทพพิทักษ์ฟันน้ำนมเดินเรื่องด้วยแรงขับจากธีมการรักษาความหวังผ่านความเชื่อของเด็ก ทำให้ไม่ใช่แค่หนังแฟนตาซีสำหรับความบันเทิง แต่ยังมีชั้นของความหมายที่ผู้ชมทุกวัยหยิบขึ้นมาคิดตามได้ แม้จะมีจังหวะชวนยิ้มหลายช่วง แต่เมื่อเรื่องราวเข้มขึ้น ความรู้สึกจะค่อยๆ หนักแน่นพอดี ไม่ทิ้งบรรยากาศสนุกให้หายไป




