เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง The Turning (2020)
ชื่ออังกฤษ: The Turning
ปีที่ออกฉาย: 2020
ติวเตอร์ที่อ่อนเยาว์ถูกเกณฑ์โดยชายผู้ซึ่งลงเอยพึ่งพาหลานชายและหลานสาวที่อ่อนเยาว์ของเขาหลังจากที่พ่อแม่ของพวกเขาหลงทาง “The Turning” วันนี้นำโนเวลลาของเฮนรีเจมส์เรื่อง“ The Turn of the Screw.” หลังจากนั้นในปี 2537 เคทแมนเดลล์ได้หยุดทำงานเป็นผู้สอนให้เป็นอาจารย์สอนพิเศษสำหรับพืชผักโบราณเจ็ดปีหลังจากมิสเจสเซล ที่หายไป เมื่อไม่นานมานี้เธอได้ไปเยี่ยมคุณแม่ที่ชื่อดาร์ล่าซึ่งอาศัยอยู่ในสถาบันโรคจิตตั้งแต่เธอยังอยู่กับอาการเพ้อฝัน เมื่อมาถึง Fairchild Bequest เคทได้รับการศึกษาจากผู้ดูแลนาง Grose เห็นว่า Vegetation เห็นผู้ปกครองของเธอเตะถังในรถชนนอกบ้านทางเข้าบ้านและอาจเป็น “กรณีพิเศษ” พืชผักให้เคตเยี่ยมชมบริเวณและสารภาพว่าเธองุนงงเคทจะพาเธอออกไปเหมือนกับที่คุณ Jessel ทำ แต่เคทรับประกันว่าจะไม่ทำ ในคืนนั้นเคทได้ตรวจสอบอิทธิพลที่ไม่มั่นคงภายใน
East Wing ซึ่ง Vegetation ปฏิเสธที่จะปรากฏตัวก่อนหน้านี้ ที่นั่นเธอได้สัมผัสกับ Miles น้องชายของฟลอราที่กลับมาจากโรงเรียนประจำ วันอื่น Kate rec
The Turning (2020) เล่าความหวาดระแวงของผู้ดูแลบ้านที่เข้ามารับหน้าที่ท่ามกลางบรรยากาศชวนขนลุก ความสัมพันธ์ในบ้านเริ่มสั่นคลอนเพราะสิ่งที่คนต่างคน “เชื่อ” ไม่ตรงกัน ขณะเดียวกันสัญญาณประหลาดค่อยๆ แทรกเข้ามา ทำให้ความปลอดภัยที่ควรมีอยู่กลับกลายเป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับอดีตและตัวตนของทุกคนในบ้าน
หลังได้รับมอบหมายให้ดูแลบ้านอันเงียบสงบ คนดูแลพยายามทำทุกอย่างให้เรียบร้อย แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ยอมถอยห่าง ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลเริ่มสะสม ทั้งจากเหตุการณ์ที่อธิบายยาก ความเปลี่ยนแปลงของท่าทีในบ้าน และรายละเอียดบางอย่างที่เหมือนจะถูกฝังไว้ในความทรงจำมากกว่าที่จะเล่าออกมาตรงๆ เมื่อการสื่อสารในบ้านกลายเป็นกำแพง คนหนึ่งพยายามยืนยันความถูกต้อง แต่อีกฝ่ายยิ่งตัดสินจากความกลัว จนทุกย่างก้าวต้องแลกกับการรับมือสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในพื้นที่ที่ “ควรปลอดภัย”
หนังใช้แรงกดดันจากบรรยากาศมากกว่าการพึ่งพาความรุนแรงแบบฉับพลัน การตัดสลับความรู้สึกของตัวละครทำให้ผู้ชมค่อยๆ สงสัยว่าใครเล่าความจริงได้ตรงที่สุด อีกทั้งงานรายละเอียดเล็กๆ อย่างท่าทางและจังหวะเงียบยังทำหน้าที่เป็นเงื่อนให้ความหวาดระแวงโตขึ้นทีละขั้น
The Turning (2020) เหมาะกับคนที่ชอบหนังสยองขวัญแนวจิตวิทยา เพราะแกนของเรื่องคือความไม่แน่ใจว่า “สิ่งที่เห็น” กับ “สิ่งที่เป็นจริง” ตรงกันหรือไม่ แม้จังหวะบางช่วงอาจค่อยๆ ปูเพื่อให้ความกดดันขึ้น แต่ผลลัพธ์คือความตึงที่ค่อยๆ สะสมอย่างมีเป้าหมาย และทำให้ผู้ชมต้องร่วมคิดไปพร้อมกับตัวละคร




