เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง The Pursuit of Happyness (2006) ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้
ชื่ออังกฤษ : The Pursuit of Happyness (2006)
ชื่อไทย : ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้
ประเภท : Biography, Drama , HD, Master
เรื่องย่อ : The Pursuit of Happyness (2006) ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้
The Pursuit Of Happyness ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้ เรื่องย่อ : ย้อนกลับไปปี ค.ศ. 1981 นครซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ลินดา และ คริส การ์ดเนอร์ อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์หลังเล็กๆหลังหนึ่งกับลูกชาย คริสโตเฟอร์ คริสได้ลงทุนเอาเงินเก็บของครอบครัวเกือบทั้งหมดไปใช้ในกิจการแฟรนไชส์ขายเครื่องสแกนความหนาแน่นของกระดูก อันเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สามารถสแกนได้ดีกว่าเครื่องเอกซ์เรย์เพียงเล็กน้อยแต่คุณหมอส่วนใหญ่ที่คริสไปเสนอขายให้นั้นกลับบอกว่าเครื่องนี้มีราคาแพงเกินไป ทำให้ขายไม่ค่อยได้ ลินดา ภรรยาของคริสต้องทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัวที่แผนกซักรีดในโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง ทั้งคู่มีปากเสียงกันบ่อยครั้งเนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวไม่ค่อยจะดีนัก ทั้งค่าเช่าที่ค้างจ่ายมานาน ทั้งภาษีหรือบิลต่างๆก็ค้างชำระมาหลายงวด คริสมักจะจอดรถไว้ในที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จอดเพื่อที่จะให้ไปทันเวลานัดหมายกับคุณหมอ หลังจากที่ไม่ไปชำระค่าที่จอดรถหลายงวดนั้น ในที่สุดรถของเขาก็ถูกยึดไป ในที่สุด ลินดาก็ได้ลาออกจากงานและก็ตัดสินใจทิ้งครอบครัวไปในที่สุดเพื่อเดินทางไปยังเมืองนิวยอร์กเผื่อจะมีงานที่ดีกว่า ทิ้งให้สองพ่อลูกต้องอยู่กับตามลำพังตามที่คริส ผู้เป็นพ่อได้ขอเอาไว้ว่าอย่าพรากลูกไปจากเขา คริสตัดสินใจเข้าฝึกอบรมที่บริษัทนายหน้าค้าหุ้น ดีน วิทเทอร์ เรย์โนลด์ส ทั้งๆที่ไม่ได้รับเงินเดือนในช่วงของการฝึกงานเลย และจะมีผู้ฝึกอบรมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะได้รับการว่าจ้างให้เข้าทำงาน เนื่องด้วยงานนี้ไม่มีค่าตอบแทนแถมเขายังขายเครื่องสแกนเนอร์ไม่ออก จึงทำให้เขาและลูกชายพบกับความยากลำบาก จนในที่สุดก็กลายเป็นคนไร้บ้าน ในยามกลางคืน เขาและลูกชายต้องใช้ชีวิตไปกับการนั่งรถบัสและนอนในห้องน้ำสาธารณะของสถานีรถไฟใต้ดินพร้อมของติดตัวไม่กี่ชิ้น จากนั้นก็ได้ไปอาศัยอยู่แบบชั่วคราวที่โบสถ์ไกลด์ เมโมเรียล ชนิดที่วันไหนไปเข้าแถวทันก็จะได้อยู่ วันไหนไปไม่ทันก็อด ต้องทนกับความหนาวเหน็บของช่วงเวลากลางคืนอันโหดร้าย ทำให้เขาต้องรีบออกจากการฝึกอบรมโดยเร็ว เพื่อไปรับลูก แล้วไปต่อแถวเข้าพักให้ทัน หลังจากที่ต่อสู้กับชีวิตมาได้ซักระยะหนึ่ง เขาก็จบหลักสูตรการอบรม ได้สอบจบหลักสูตร และในที่สุด เขาก็ได้เป็นผู้ฝึกอบรมเพียงคนเดียวที่บริษัทตัดสินใจจ้างเข้าทำงาน ทำให้ชีวิตของเขาหลังจากนี้ไปเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จนเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่เขาเรียกว่า ความสุข
เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่พยายามยืนหยัดเพื่อครอบครัว แม้สถานการณ์จะบีบคั้นจนหายใจแทบไม่ทัน เขาต้องหาทางพาลูกไปให้ถึงวันที่ดีกว่า แทนที่จะยอมแพ้ เขาจึงเลือก “สู้” ด้วยความรัก ความหวัง และคำสอนเล็กๆ ที่ย้ำว่าอย่ายอมให้ความมืดครอบงำใจ
ภาพชีวิตของพ่อเริ่มสั่นคลอนเมื่อความมั่นคงที่เคยมีพังลงทีละขั้น เขาไม่เพียงต้องจัดการกับงานและค่าใช้จ่าย แต่ยังต้องรับมือกับความกังวลของลูกที่มองโลกด้วยความเชื่อและความอ่อนไหวแบบเด็ก ในวันที่ความหวังดูไกล เขายังคงพยายามหาช่องทางใหม่ ทั้งการอดทนต่ออุปสรรค การรับมือกับคำตัดสินของคนอื่น และการตัดสินใจที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยงหลายครั้ง ระหว่างทาง เขายึดโยงลูกด้วยการพูดคุยและการกระทำเล็กๆ ที่ทำให้ลูกไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกัน เขาก็ต้องพิสูจน์กับตัวเองว่า “การมีความฝัน” ไม่ใช่เรื่องของคำพูด แต่คือการลงมือในวันที่ยากที่สุด
หัวใจของหนังอยู่ที่ความสัมพันธ์พ่อ-ลูกที่ค่อยๆ หนักขึ้นตามแรงกดดันของชีวิต มากกว่าจะเป็นพล็อตหวือหวา หนังทำให้เห็นความสู้ของคนธรรมดาแบบจับต้องได้ ตั้งแต่ความสิ้นหวังที่กัดกิน ไปจนถึงความพยายามที่ต้องเก็บรายละเอียดทุกวัน นอกจากนี้ยังมีช่วงอารมณ์อบอุ่นที่มาจากคำสอนและท่าทีเล็กๆ ซึ่งช่วยย้ำว่า “ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้” ไม่ใช่แค่ประโยคปลอบใจ แต่เป็นหลักยึดในวันที่กำลังจะหมดแรง
The Pursuit of Happyness (2006) ทำงานได้ดีตรงที่จับอารมณ์ของการดิ้นรนเพื่อให้ชีวิตเดินต่อไป หนังไม่ได้ชูความสำเร็จเป็นทางลัด แต่ให้เห็นว่าความหวังต้องแลกด้วยความเหนื่อย การรอ และการยืนหยัดในความไม่แน่นอน หากคุณชอบหนังที่โฟกัสหัวใจ ความสัมพันธ์ และการสู้แบบค่อยเป็นค่อยไป หนังเรื่องนี้จะตรงใจอย่างมาก แม้จะหนักอารมณ์พอสมควร แต่ความอบอุ่นจากสายสัมพันธ์พ่อ-ลูกช่วยประคองไม่ให้มืดจนเกินไป




