เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง The Last Man (2019)
ชื่ออังกฤษ: The Last Man
ปีที่ออกฉาย: 2019
Kurt ต่อสู้กับ “The Last Man” และการสร้างภาพข้อมูลเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบ้านของเขาและสร้างการป้องกันใต้ดินอันลึกลับเนื่องจากวันโลกาวินาศเช่นสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เขาได้รับงานรักษาความปลอดภัยเพื่อชำระค่าใช้จ่ายและผู้หญิงที่มีเสน่ห์ของเจ้านายให้กับ บริษัท ในภาพยนตร์สยองขวัญเฮย์เดนคริสเตนเซน (การจัดสตาร์วอร์ส) ที่แสนเยือกเย็นนี้รับบทเป็นเคิร์ต โลกนี้แย่มากไม่มีคำถาม – แต่ผู้เผยพระวจนะบนท้องถนน Noe (Harvey Keitel, Supply Pooches) กล่าวว่ามันจะน่ากลัวยิ่งกว่าเดิมเมื่อเกิดพายุร้าย เมื่อเคิร์ตพิจารณาถึงคำแนะนำของ Noe และเตรียมพร้อมสำหรับเวลาสุดท้ายเขาได้พบกับเจสสิก้าที่ร้อนแรงซึ่งยิ่งไปกว่านั้นก็เริ่มยอมรับ อันที่จริงเมื่อโลกแยกตัวออกไปเคิร์ตก็พบว่าชีวิตของเขาอยู่ด้วยกันในที่สุด
เมื่อการติดต่อครั้งสุดท้ายหายไป ความเงียบก็กลายเป็นกฎของโลกร้าง ผู้ชายคนหนึ่งที่เหลืออยู่เพียงลำพังต้องพยายามประคองชีวิตให้เดินต่อ ทั้งจากความเคยชินของคนที่เคยมีอนาคต และความกังวลว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ “มีความหมาย” จริงหรือไม่ ขณะเดียวกัน เขาต้องเผชิญความเปราะบางของตัวเอง ทั้งร่างกาย ความทรงจำ และทางเลือกที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ
เรื่องเริ่มจากชีวิตประจำวันของคนสุดท้ายที่ต้องจัดการทุกอย่างด้วยมือของตนเอง ตั้งแต่การหาอาหาร การตรวจสภาพที่เหลืออยู่ ไปจนถึงการรักษาสติในสภาพแวดล้อมที่ไม่น่ามีใครตอบกลับ เขาคอยรวบรวมร่องรอยเล็กๆ ที่อาจหมายถึง “ใครสักคน” ยังไม่หายไปทั้งหมด โดยความหวังไม่ได้มาในรูปแบบประกายใหญ่ แต่มักเป็นสัญญาณเลือนรางที่ทำให้เขายังไม่ยอมแพ้ ระหว่างทาง เขาต้องตัดสินใจว่าจะยึดติดกับความปลอดภัยที่คุ้นเคย หรือเสี่ยงออกไปตามสิ่งที่อาจเป็นความหวังปลอมๆ ความสัมพันธ์ที่เหลืออยู่กับโลกก่อนหน้าเริ่มกระทบกับวิธีคิดของเขามากขึ้น ทั้งความทรงจำและความรู้สึกผิดทำให้การเดินหน้าไม่ใช่แค่เรื่องความอยู่รอด แต่คือการเลือกว่าหัวใจจะ “ยอมตาย” ไปพร้อมความเงียบหรือไม่ โดยตลอดเรื่อง ความตึงของจิตใจจะค่อยๆ บีบให้เขาต้องตอบคำถามเดียวกันซ้ำๆ ว่าเขารออะไร และอะไรคือสิ่งที่เขาพร้อมจะเสียไปเพื่อรอคำตอบนั้น
จุดเด่นอยู่ที่ความเป็น “เรื่องคน” มากกว่าฉากเอาชีวิตรอดแบบโชว์พลัง ภาพของความโดดเดี่ยวถูกเล่าผ่านรายละเอียดเล็กๆ ของการใช้ชีวิตและการตัดสินใจ ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงแรงกดจากความเงียบอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งหนังใช้การค่อยๆ เผยนัยของเหตุการณ์แทนการเร่งคำตอบทันที ทำให้ความสงสัยและความหวังเดินคู่กันตลอดเวลา
The Last Man (2019) ทำงานได้ผลที่สุดในช่วงที่ปล่อยให้ความเงียบเป็นศัตรูแทนที่จะให้เหตุการณ์ใหญ่ๆ มาปิดจบ หนังไม่ได้เร่งความตื่นเต้นตลอดเวลา แต่อาศัยความหนักแน่นของการเล่าเรื่องเชิงอารมณ์และการตัดสินใจทีละก้าว ซึ่งเหมาะกับคนที่ชอบหนังหลังวันสิ้นโลกที่โฟกัส “ความหมายของการมีชีวิตต่อไป” มากกว่าการไล่ล่าฉากแอ็กชัน




