เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง The Divine Fury (2019) มือนรกพระเจ้าคลั่ง
มือนรกพระเจ้าคลั่ง
(ชื่ออังกฤษ: The Divine Fury)
ปีที่ออกฉาย: 2019
เรื่อง “Yong Hoo” (รับบทโดย Park Seo Joon) นักรบที่เก่งที่สุดในโลกโดยไม่ไว้วางใจพระเจ้าอื่นนอกจากตัวเขาเอง เขามีแผลเป็นบนฝ่ามืออย่างไม่คาดคิดเหมือนพระเยซู ตอนนั้นเขาไปพบศิษยาภิบาลเพื่อรักษาแผลเป็น ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามเขาเองก็เป็นมือที่ถูกต้องของ “มือนรกพระเจ้าคลั่ง” (รับบทโดยซึงกิ) ซึ่งไม่สามารถอดทนต่อการเสาะหาการประจักษ์ ยองฮูเริ่มสบายใจกับพลังอันน่าทึ่งที่เขาได้รับจากรอยแผลเป็นนี้บนฝ่ามือ เพื่อช่วยคนไร้ผิดที่ถูกโจมตีโดยวิญญาณร้าย แต่สิ่งสำคัญของเขาคือ “Jishin the Devil” (รับบทโดย Jishin) ผู้ตั้งใจจะครอบงำตัวละครมนุษย์ด้วยความเข้าใจจนกระทั่งส่วนหนึ่งของการต่อรอง หนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของ Yonghoo (Park) ตำนานการต่อสู้เพื่อมือ ต่อสู้เพื่อควบคุมจากสวรรค์เพื่อต่อสู้กับกองกำลังที่ร้ายกาจ หลังจากความอ่อนเยาว์อันน่าตกใจที่เกี่ยวข้องกับการตายของผู้คนของเขา Young Hoo ยังคงเกลียดชังต่อผู้ทรงอำนาจ เขาใช้ความกลัวนี้เป็นนักรบ MMA ผลิตผล “The Divine Fury” หลังจากความขัดแย้งในสหรัฐอเมริกาเขาไม่พอใจซึ่งทำให้เขาต้องขอความช่วยเหลือจากพ่อของเขา (Ahn) นักเคมีเห็นศักยภาพของยงฮูหลังจากบาดแผลของเขาเอาชนะคนร้าย สองผู้สมรู้ร่วมคิดจะต่อสู้กับการพัฒนาจิตวิญญาณที่น่ารังเกียจในเกาหลี
เมื่อมีเหตุร้ายเกี่ยวพันกับสิ่งลี้ลับเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แฮนชิน ตำรวจหนุ่มผู้มีโลกส่วนตัวและความเชื่อของตัวเอง ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่เกินกว่ากลไกของเหตุผลจะอธิบายได้ ขณะที่ความเชื่อเรื่องศาสนาและการปราบปรามความชั่วเริ่มกลายเป็นทางเลือกเดียว เขาต้องตัดสินใจว่าจะยืนอยู่ข้างความศรัทธาหรือยอมแพ้ให้กับความมืดที่คืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องเริ่มจากคดีที่ดูเหมือน “ผิดธรรมชาติ” จนคนในพื้นที่ต่างหวาดกลัว และยิ่งสืบเท่าไร ความเชื่อมโยงกลับพาแฮนชินไปสู่เงื่อนงำที่เกี่ยวกับปีศาจและพิธีกรรมแปลกๆ เขาไม่ได้เป็นผู้เชื่อแบบจริงจังตั้งแต่แรก แต่เพราะเหตุการณ์บังคับให้ต้องอยู่ใกล้อันตราย เขาจึงเริ่มเห็นว่าความชั่วไม่ได้มาแค่ในรูปของหลักฐานหรือร่องรอย—มันมาพร้อมแรงกดดันทางจิตใจและความเจ็บปวดที่ตามหลอกหลอน
ระหว่างการพยายามหยุดยั้งเหตุการณ์ แฮนชินต้องร่วมมือกับผู้คนที่มองโลกผ่านศรัทธาและวิธีการเฉพาะทาง ซึ่งทำให้การแก้ปัญหากลายเป็นการปะทะทั้ง “วิธีคิด” และ “แรงศรัทธา” บางช่วงรุกคืบอย่างรวดเร็ว บางช่วงชะงักด้วยความไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือหลักฐาน หรือแค่การทดสอบใจ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เข้าใจว่าการปราบความชั่วครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องแลกกับการยอมรับความจริงที่เขาพยายามหลบหนีมาตลอด
จุดแข็งของ The Divine Fury (2019) มือนรกพระเจ้าคลั่ง คือการผสมโทนระหว่างความเป็นแอ็กชันดิบๆ กับบรรยากาศเหนือธรรมชาติที่กดทับอารมณ์คนดู แรงปะทะของตัวละครทำให้เรื่องไม่ไหลตามสูตรคดีทั่วไป และการเดินเรื่องพยายาม “ตั้งคำถามกับความเชื่อ” มากกว่าทุ่มเฉพาะความน่ากลัว นอกจากนี้ฉากต่อสู้ถูกออกแบบให้รู้สึกหนักและเร็วพอจะพาผู้ชมลุ้นตามแบบไม่ต้องหยุดพักนาน
The Divine Fury (2019) มือนรกพระเจ้าคลั่ง ทำงานได้ดีในฐานะหนังล่าปีศาจที่ให้ทั้งแรงปะทะและบรรยากาศอึดอัด จุดที่น่าชื่นชมคือการเล่าเรื่องที่ไม่ทิ้งผู้ชมไว้กับแค่ภาพสยอง แต่พยายามต่อสายเข้ากับ “ความเชื่อ” และ “การตัดสินใจ” ของตัวเอก แม้บางช่วงจะหนักไปทางความมืดและอารมณ์ตึง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาทำความเข้าใจโทน แต่เมื่อเรื่องเร่งเครื่องก็พาไปถึงจังหวะที่ดูสนุกและลุ้นต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งสรุปหักมุม




