เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง The Brothers Grimsby (2016) เดอะ บราเดอร์ กริมสบี้
ชื่ออังกฤษ: The Brothers Grimsby
ชื่อไทย: เดอะ บราเดอร์ กริมสบี้
ปีที่ออกฉาย: 2016
Nobby (Sacha Baron Cohen) ชายหนุ่มผู้มีทุกอย่างที่บรรดาผู้ชายในเมือง Grimsby อยากจะมี ไม่ว่าจะเป็นลูก 11 คน และก็แฟนสาวที่เป็นที่หมายปองที่สุดในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ (Rebel Wilson) แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เขายังขาดไปนั่นก็คือน้องชายของเขา Sebastian (Mark Strong) ที่เขาออกตามหามากว่า 28 ปีแล้วหลังจากที่พวกเขาพลัดพรากกันไปตั้งแต่เล็กๆ Nobby ได้หวนกลับมาเจอ Sebastian อีกครั้งอย่างไม่คาดฝัน เขาไม่ได้เจอเพียงแค่น้องชายของเขาที่กลายเป็นนักฆ่ามือพระกาฬของหน่วย MI6 เท่านั้น แต่เขาเพิ่งจะล่วงรู้แผนการก่อการร้ายระดับโลกของพวกลักลอบส่งยาเสพติดผิดกฎหมายที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกด้วย Sebastian เข้าใจดีว่าถ้าเขาต้องการจะปกป้องโลกเขาจะต้องการความช่วยเหลือจากพี่ชายที่โง่เง่าที่สุดคนนี้
เรื่องราวของกริมสบี้ คนธรรมดาที่ได้แต่พยายามรับมือกับงานและโลกที่ควบคุมยาก ขณะเดียวกันเขาก็มีเรื่องค้างคาใจในชีวิตครอบครัว เมื่อความวุ่นวายพาเขาไปเจอแผนการใหญ่ที่ทำให้ทุกอย่างพลิกผัน ทั้งคู่ต้องหาทางอยู่รอด ท่ามกลางความเข้าใจผิด อคติ และสถานการณ์ที่หนักขึ้นทุกฉาก โดยยังต้องรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกันให้พอไปต่อ
กริมสบี้ใช้ชีวิตด้วยท่าทีตรงไปตรงมาและความเชื่อแบบของตัวเอง แม้จะไม่ค่อยเข้ากับคนรอบข้าง แต่เขายังพยายาม “ทำให้มันจบ” ตามแบบฉบับของตัวเอง จนกระทั่งเรื่องในอดีตที่คิดว่าจัดการได้แล้ว กลับกลายเป็นชนวนให้เขาต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ที่เกินกว่าขอบเขตคนธรรมด เมื่อมีอีกคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาเข้ามา ทุกอย่างเริ่มสลับกันไปมาระหว่างการหาทางแก้ปัญหาแบบเอาตัวรอด กับการพยายามรักษาเหตุผลในหัวให้ไม่พังทลาย ทั้งคู่ต้องเผชิญทั้งคนที่คิดเร็ว คนที่โหดกว่า และเกมที่เล่นกันด้วยความคาดเดาไม่ได้ แต่กว่าจะรู้ว่าใครเป็นตัวแปรสำคัญจริงๆ ก็ต้องผ่านความยุ่งเหยิงจนแทบตั้งหลักไม่ทัน
หนังเด่นที่จังหวะความวุ่นวายแบบเร่งเครื่อง—ตลกไม่ได้มาจากมุกลอยๆ แต่เกิดจากการปะทะกันของนิสัยและความเข้าใจผิดที่ลากยาวไปทั้งเรื่อง เกมสถานการณ์ถูกออกแบบให้สลับระหว่างแรงปะทะกับช่วงที่ต้องยืนด้วยตรรกะของตัวละคร ทำให้มีทั้งความตลก ความลุ้น และความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ชัดขึ้นท่ามกลางความโกลาหล
เดอะ บราเดอร์ กริมสบี้ เลือกใช้ความตลกแบบสุดทางร่วมกับความเร่งของพล็อต ทำให้คนดูที่ชอบหนังพลังสูงจะสนุกกับการไล่กดดันและความไม่คาดคิดตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ถ้าคุณคาดหวังความละเอียดละออหรือดราม่าหนักๆ หนังอาจไม่ได้ตอบโจทย์เท่าที่ใจตั้งไว้ เพราะแก่นของมันคือ “ความวุ่นวายที่ต้องฝืนให้ผ่าน” มากกว่าอารมณ์ลึกแบบช้าๆ




