เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Steve Jobs (2015) สตีฟ จ็อบส์
ชื่ออังกฤษ: Steve Jobs
ชื่อไทย: สตีฟ จ็อบส์
ปีที่ออกฉาย: 2015
ภาพยนตร์นำเสนอเรื่องราวของบุรุษอัจฉริยะในช่วงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ 3 ชนิด มาจนถึงการเปิดตัวไอแมค ในปี 1998 และจะนำทุกคนไปสู่เบื้องหลังการปฏิวัติโลกดิจิตอล นำเรื่องราวจากหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์ของวอลเตอร์.. ไอแซ็คซัน ซึ่งเป็นชีวประวัติของผู้ก่อตั้งแบรนด์ โดยได้ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ มารับบท สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์แอปเปิ้ล.. ร่วมด้วยนักแสดงระดับรางวัลออสการ์อย่าง เคต วินสเลต ในบท โจอันนา ฮอฟแมน อดีตประธานฝ่ายบริหารด้านการตลาดของแมคอินทอช ส่วน สตีฟ วอซเนียก… ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์แอปเปิ้ล รับบทโดย เซ็ธ โรเกน และได้ เจฟฟ์ แดเนียลส์ มารับบทอดีตประธานกรรมการบริหารของแอปเปิ้ล
เรื่องราวของสตีฟ จ็อบส์ ในช่วงเวลาที่การสร้างสรรค์และความขัดแย้งภายในเดินสวนทางกัน เขาต้องพาองค์กรฝ่าความไม่แน่นอน พร้อมรับมือกับความคาดหวังที่สูงเกินจะมองข้าม ขณะเดียวกันความสัมพันธ์และอัตตาของคนรอบตัวกลับยิ่งทำให้การตัดสินใจแต่ละครั้งหนักหน่วงกว่าเดิม
ภาพยนตร์พาไล่ตามเหตุการณ์ช่วงสำคัญที่ทั้งความคิด ความหลงใหล และความกดดันมาชนกันในที่เดียว จ็อบส์พยายามผลักดันวิสัยทัศน์ผ่านการสื่อสารที่รวดเร็วและการสั่งการที่ตรงไปตรงมา แต่เมื่อความจริงของทีมงานและข้อจำกัดที่มองไม่เห็นเริ่มโผล่ขึ้นมา ความสัมพันธ์ก็เริ่มตึงเครียดมากกว่าที่ควรจะเป็น
ตลอดเรื่อง เราจะเห็นการต่อรองทั้งในห้องประชุมและในใจของตัวละคร ความยากไม่ใช่แค่การทำให้ “งาน” เดินหน้า แต่คือการทำให้ทุกคนเชื่อในแนวทางเดียวกัน ขณะเดียวกันอดีตและความสัมพันธ์ส่วนตัวก็สะสมแรงกดดันจนส่งผลต่อการพูดและการฟัง ทุกจังหวะจึงเหมือนการชั่งน้ำหนักระหว่างความฝันกับผลลัพธ์โดยไม่ให้มีพื้นที่ให้ผิดพลาด
แม้เรื่องจะพาไปสู่ประเด็นเชิงธุรกิจและนวัตกรรม แต่แกนหลักกลับอยู่ที่ตัวบุคคล—คนที่ทั้งผลัก ทั้งแตกหัก และยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยแรงขับที่ยากจะทัดทาน
หนังจับอารมณ์แบบ “การตัดสินใจภายใต้ความกดดัน” ได้ดี โดยใช้บทสนทนาและแรงปะทะของตัวละครมากกว่าการเดินเรื่องแบบหวือหวา อีกทั้งยังขุดให้เห็นด้านความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของจ็อบส์ ทำให้ความสำเร็จไม่ได้ดูเป็นเส้นตรง แต่เป็นผลจากการยอมรับความเสี่ยงและการแลกด้วยความสัมพันธ์ที่เปราะบาง
Steve Jobs (2015) สตีฟ จ็อบส์ ถ้าคุณอยากดูชีวประวัติแบบไล่เหตุการณ์ หนังอาจให้ความรู้สึกไม่ตรงคาด แต่ถ้าคุณสนใจ “กระบวนการคิดและแรงกดดัน” ภายในตัวบุคคล บทสนทนา และพลวัตของทีม ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าเป้า เพราะมันทำให้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากความมั่นใจอย่างเดียว ทว่ายังมาจากความยากลำบากในการยืนอยู่กับการตัดสินใจของตัวเอง
อย่างไรก็ตามจังหวะและโทนที่แน่นและหนักไปทางอารมณ์-ความสัมพันธ์ อาจทำให้ผู้ชมที่ชอบความบันเทิงแบบเบาๆ ต้องปรับตัวบ้าง




