เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Splice (2009) สัตว์สาวกลายพันธุ์ล่าสยองโลก
ชื่ออังกฤษ: Splice
ชื่อไทย: สัตว์สาวกลายพันธุ์ล่าสยองโลก
ปีที่ออกฉาย: 2009
ไคลฟ์ (เอเดรียน โบรดี) และ เอลซา (แซราห์ พอลลีย์) คือ นักวิทยาศาสตร์ซูเปอร์สตาร์ ซึ่งมีชื่อเสียงจากการตัดต่อดีเอ็นเอของสัตว์ต่างๆ เพื่อสร้างลูกผสมแปลกประหลาดข้ามสายพันธุ์วิวัฒนาการ ทั้งสองรักกันพอๆ กับรักงานที่ทำ และอยากพัฒนาไปอีกขั้น นั่นคือ ตัดต่อดีเอ็นเอมนุษย์ ทว่าผู้สนับสนุนด้านเงินทุนไม่เห็นด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจทดลองแบบลับๆ ผลที่ได้คือ เดร็น สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่วงจรชีวิตจากแบเบาะไปสู่ช่วงโตเต็มวัยเป็นไปอย่างรวดเร็วในเวลาแค่ไม่กี่เดือน
กลางทะเลที่ห่างไกล ทีมวิจัยพยายามควบคุมสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการทดลองล้ำเส้น ระหว่างความลับที่ถูกปกปิดและคำสั่งที่เริ่มใช้ได้ไม่เต็มที่ ทุกอย่างค่อยๆ หลุดมือ เมื่อ “ผู้ทดลอง” ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ แต่คือสิ่งที่มีสัญชาตญาณและวิธีเอาตัวรอดของตัวเอง ความตึงเครียดไต่ระดับตั้งแต่การรับมือที่ผิดพลาดครั้งแรก ไปสู่การตัดสินใจที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนความรุนแรงจะลามไปทั่วพื้นที่จำกัดบนเรือ
เรื่องเริ่มจากสภาพแวดล้อมควบคุมได้ของห้องทดลอง แต่ความเป็นจริงซับซ้อนกว่าที่คนคิดจะรับมือ ทีมหนึ่งมองว่าสิ่งมีชีวิตที่สร้างขึ้นคือเครื่องมือ อีกฝ่ายกลับพยายามรักษากฎระเบียบและความปลอดภัยเท่าที่ทำได้ ทว่าการสื่อสารที่คลุมเครือและพฤติกรรมที่ไม่ตอบสนองตามแผน ทำให้สถานการณ์ค่อยๆ กลายเป็นปัญหาที่แก้ด้วยเหตุผลอย่างเดียวไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติครั้งใหญ่ ทุกคนต้องเลือกว่าจะยึดหน้าที่เดิม หรือหันกลับมามองความผิดของตนเอง ขณะที่พื้นที่จำกัดทำให้การหลบหนีแทบเป็นไปไม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ต้องถูกสั่งการก็เริ่มตึงเครียดไปพร้อมกับภัยที่คืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนทุกวินาทีของการตัดสินใจมีราคาสูงกว่าที่ใครคาดคิด
ความสนุกหลักอยู่ที่ความ “อึดอัดคับแคบ” ของพื้นที่และการคุมจังหวะความตึงเครียดอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะเริ่มจากกรอบทดลอง แต่หนังค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองให้ผู้ชมตั้งคำถามว่าความเป็นมนุษย์กับความเป็นสัตว์จะเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน นอกจากนี้ภาพความสัมพันธ์ของตัวละครกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่เหมือนใคร ทำให้หนังไม่ใช่แค่หนังลอน่าสยอง แต่เป็นความสยองที่มาพร้อมความคิดถึงผลกรรมของการทดลองที่หยาบเกินไป
Splice (2009) สัตว์สาวกลายพันธุ์ล่าสยองโลก เป็นหนังสยองขวัญที่เดินเกมด้วยความตึงเครียดมากกว่าการปล่อยความแรงแบบฉับพลัน มันชวนให้คิดถึงกรอบอำนาจในงานทดลองและความพยายามของมนุษย์ที่จะยัดเยียดความหมายให้สิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยยอมอยู่ในกรอบนั้น หากคุณมองหาหนังที่บีบพื้นที่ ปลูกความไม่ไว้วางใจ และเล่นกับคำถามทางศีลธรรมควบคู่ความสยอง เรื่องนี้จะให้รสที่คุ้มมาก แม้บางช่วงจังหวะจะหนักและต้องใช้ความอดทนกับความมืดของเรื่อง




