เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Rabid (2019)
ชื่ออังกฤษ: Rabid
ปีที่ออกฉาย: 2019
Rose สงบทำงานในเครื่องแต่งกายสไตล์สตรีวางแผนที่จะเป็นแฟชั่น “Rabid” รถชนกันทำร้ายใบหน้าของเธอ เธอได้รับการรักษาสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างออกไปทำให้เธอมีเหตุผลและสวยกว่าในเวลาอื่น ๆ แต่ก็มีผลข้างเคียง “ผู้วางแผนที่ไม่ธรรมดา” กำลังวางแผนที่จะอยู่ในขอบเขตของการออกแบบระดับสูง เพื่อน ซาราห์ต้องการมอบงานให้กับผู้รับจ้างเข็มสำหรับผู้ริเริ่มที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางซาราห์ต้องการให้เห็นโครงสร้างของเธอเอง เมื่อถึงจุดที่เธอสังเกตเห็นความสนิทสนมของเพื่อนร่วมแฟลตของเธอกับแบรดรูปภาพที่เธอได้พัฒนาขึ้นมาใกล้ซาร่าห์กระชากจากการรวมตัวของความโกรธและความเจ็บปวด อุบัติเหตุรถชนกันทำให้เธอมีแผลเป็นขนาดใหญ่ทั่วตัว ในแง่ของการอ้างอิงจากเพื่อนร่วมแฟลตที่น่าเสียใจของเธอซาร่าห์พบกับผู้เชี่ยวชาญพลาสติกที่มีชื่อเสียงที่ชักชวนให้เธอได้สัมผัสกับวิธีการทดลองแก้ไขอย่างล้ำลึกซึ่งการใช้ประโยชน์เกิดเซลล์เพื่อเร่งและปรับปรุงการพักฟื้น เธอพักฟื้นเพื่อให้ดูดีเหมือนนางแบบที่เธอทำงานด้วย ซาร่าห์ค้นพบความมั่นใจและความอยากได้ทางเพศของเธอเช่นกัน ซาราห์ไม่ได้รู้จักกับเธอเลยเพราะมีไวรัสเป็นเกลียวในเมื่อ 24 ชั่วโมงที่รักของเธอเริ่มโกรธแค้นกระจายความตายและความเจ็บไข้ เมื่อโรคร้ายเปลี่ยนแปลงไปมันก็แพร่กระจายไปทั่วสังคมในอัตราเร่งทำให้จำนวนบุคคลที่เพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่งผ่านถนนในป่าที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายและชั่วร้าย ความเจ็บป่วยที่บ้าคลั่งในตอนนี้ได้นำเสนอการพิจารณาของ
CDC และผู้เชี่ยวชาญด้านพลาสติกชั่วร้ายเพื่อค้นหาการแก้ไข ความชั่วร้ายที่กระจายอยู่รอบตัวพวกเขาขัดขวางพวกเขาจากการค้นหาความจริง ซาร่าห์เป็นทั้งต้นเหตุของความเจ็บป่วยและการรักษาและเวลาก็หมดลง
เมื่อความสงบเริ่มแตกสลาย เมืองทั้งเมืองก็ถูกบีบให้เลือกข้าง ระหว่างการปกป้องคนที่รักกับการเอาตัวรอดท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เหลือเหตุผลให้ยึดจับได้ สัมผัสของความสิ้นหวังถูกปะทุขึ้นแบบต่อเนื่อง จนแต่ละการตัดสินใจมีน้ำหนักและผลลัพธ์ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เรื่องราวพาเราตามติดกลุ่มคนธรรมดาที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน สัญญาณแรกทำให้หลายคนยังคิดว่าจะแก้ได้ แต่เมื่อความรุนแรงเพิ่มขึ้นและข่าวสารกลายเป็นความสับสน เส้นแบ่งระหว่าง “ช่วยกัน” กับ “เอาตัวรอดก่อน” ก็เริ่มเลือนหาย ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาเชื่อว่าการหาที่ปลอดภัยคือคำตอบ ทว่าการเดินทางแต่ละครั้งกลับพาไปสู่คำถามที่หนักกว่าเดิมว่าอะไรคือสิ่งที่ยังเหลือให้เชื่อใจได้ และจะต้องสูญเสียเท่าไรถึงจะไปถึงความปลอดภัยที่คาดหวังได้
ท่ามกลางแรงกดดันตลอดทาง ความสัมพันธ์ภายในกลุ่มจึงถูกทดสอบอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากความหวาดกลัว ความโกรธ และความจำเป็นที่บังคับให้คนต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ ขณะที่อันตรายรอบตัวคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ จังหวะของเรื่องจะเร่งขึ้นด้วยความตึงเครียดมากกว่าความอลังการ ความลุ้นจึงอยู่ที่ว่าใครจะเป็นคนสุดท้ายที่ยังพอมีสติพอจะเลือกทางเดินต่อไป
จุดแข็งของเรื่องคือความตึงเครียดที่ค่อยๆ เพิ่มแรงจนผู้ชมรู้สึกอึดอัดตามตัวละคร การเล่าเน้นสถานการณ์บีบคั้นมากกว่าฉากโชว์พลัง ทำให้ทุกการตัดสินใจดูจริงจัง นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของตัวละครยังทำให้โศกนัยและความสิ้นหวังมีมิติ ไม่ใช่แค่หนีภัยไปวันๆ
Rabid (2019) ไม่ได้พยายามทำให้ความหายนะดูหรูหรา แต่เลือกพาเราจมอยู่กับความเร่งด่วนและความไม่แน่นอนของการเอาชีวิตรอด ผลคือหนังให้ความรู้สึกกดดันตลอดเวลา เหมาะกับคนที่ชอบหนังระทึกขวัญที่เดิมพันอยู่ที่ “การตัดสินใจ” มากกว่าแค่การไล่ล่าฉากต่อฉาก อย่างไรก็ตาม หากคุณคาดหวังความหวือหวาแบบแอ็กชันล้วนๆ อาจต้องใช้ใจยอมรับจังหวะที่หนักและเครียดกว่า




