เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Point Break (1991) คลื่นบ้ากระแทกคลื่นบ้า
เรื่องย่อ : Point Break คลื่นบ้ากระแทกคลื่นบ้า เรื่อง เริ่มเมื่อมีโจรกลุ่มหนึ่งใส่หน้ากากประธานาธิบดีเข้าไปกวาดเงินปล้นธนาคาร อย่างอุกอาจ จนทาง FBI ตัดสินใจส่งเจ้าหน้าที่สองนายอันได้แก่ จอห์นนี่ ยูท่าห์ (Keanu Reeves) และ แองเจโล
เพพพาส (Gary Busey) เข้ามาตามร่องรอย พอสืบไปสืบมาก็พบหลักฐานชี้ว่า พวกโจรกลุ่มนี้น่าจะเป็นนักเล่นเซิร์ฟบอร์ด และพวกเขาก็พบกลุ่มผู้ต้องสงสัยครับ เป็นพวกนักเล่นเซิร์ฟจอมระห่ำกล้าตายและแหกคอก นำโดย โบดี้ (Swayze)
ซึ่งจอห์นนี่ก็ต้องแทรกซึมเข้าไปเพื่อตรวจสอบว่าใช่คนกลุ่มนี้จริงหรือไม่ และระหว่างนั้นมิตรภาพระหว่างจอห์นนี่กับโบดี้ก็ค่อยๆ ก่อตัวครับ นอกจากนี้ลึกๆ แล้ว จอห์นนี่ก็ชอบวิถีชีวิตแบบระห่ำไร้กฎของพวกโบดี้เหมือนกัน…
อันนำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ ว่าจอห์นนี่จะเลือกหันหลังให้กฎหมาย หันมาใช้ชีวิตแบบระห่ำ หรือโยนโอกาสแห่งการใช้ชีวิตอิสระทิ้งไป แล้วจับพวกโบดี้เข้าคุก เป็นอีกหนึ่งหนังแอ็กชันที่ไม่เลวครับ Swayze ก็ถ่ายทอดบทนักเซิร์ฟท้าตายได้ดีทีเดียว
ในขณะที่ Reeves อาจยังไม่เด่นสักเท่าไร ยังเล่นแข็งๆ อยู่น่ะครับ ดีที่ได้ดาราฝีมือเก๋าอย่าง Busey มาช่วยเสริมไว้ ส่วนนางเอกของเรื่องที่รับบทโดย Lori Petty ก็ดูเหมาะเป็นนักเซิร์ฟดีครับ แต่รูปลักษณ์อะไรอาจไม่ดึงดูดสายตาคุณผู้ชายสักเท่าไร
เพราะดูเธอแมนยังกับผู้ชายยังไงยังงั้นเลย ครับ เป็นหนังที่ดูเอามันส์ได้ แต่ก็ไม่ได้ติดใจขนาดต้องดูซ้ำ ยกเว้นถ้าคุณเป็นนักเซิร์ฟน่ะครับ อาจจะชื่นชอบและเข้าใจแนวคิดแบบเปี่ยมเสรีของพวกโบดี้ก็ได้ นอกนั้นก็ดูเอาเพลินๆ มีสาระว่าด้วยชีวิตมาเจือนิดๆ
ไม่ผิดหวังน่ะครับว่างั้นเถอะ มาต่อที่เกร็ดหนังนิดๆ นะครับ ว่าตอนแรกนั้น คู่ดาราที่จะมาแสดงไม่ใช่ Swayze และ Reeves หรอกครับ แต่เป็น Matthew Broderick และ Charlie Sheen ส่วนคนกำกับก็คือ Ridley Scott แต่ทีนี้พอคนอำนวยการสร้างเป็น James
Cameron เขาก็เลยมอบเก้าอี้ผู้กำกับให้ภรรยาในขณะนั้นของเขาแทนน่ะครับ (ทำให้เป็นธุรกิจในครัวเรือนสักหน่อย) จริงๆ แล้วการที่ Bigelow ลงมาทำหน้าที่กำกับ ถือเป็นผลดีต่อหนังมากกว่าครับ เพราะสไตล์การถ่ายทอดเรื่องราวของ Bigelow นั้น
ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจ เพราะเธอถ่ายทอดเรื่องราวมิตรภาพระหว่างผู้ชายผ่านมามุมมองของหญิงเหล็กเช่น เธอ ทำให้ได้มุมมองที่แฝงด้วยอารมณ์ความรู้สึกลงไปด้วย อย่างประเด็นที่จอห์นนี่สนใจชีวิตที่เปี่ยมเสรีของนักเซิร์ฟเป็นต้น
มันคือมุมมองที่เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลน่ะครับ เพราะถ้าหากลองว่าหนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้ชาย ผมว่าโทนมันต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง นั่นคือจะเปี่ยมด้วยมิตรภาพแบบศักดิ์ศรี แต่จะไม่มีประเด็นทางเลือกและอารมณ์มากเท่านี้ แล้วแต่ล่ะนะครับ
ถ้าคุณชอบหนังแนวคู่หูคู่ฮาบ้าไป แอ็กชันไป แบบ Rush Hour หรือ Bad Boys อาจจะเฉยๆ กับเรื่องนี้ เพราะมันค่อนข้างกระเดียดไปทางจริงจังมากหน่อย แต่ถ้าคุณชอบสไตล์ระห่ำแบบหนักๆ ซะหน่อยล่ะก็ เชิญทัศนาได้เลยครับ
ชายหนุ่มสายกฎหมายและทีมสืบสวนที่ต้องการ “จับให้ได้” ต้องเผชิญกับกลุ่มคนที่ชอบเล่นแรง ๆ ด้วยสไตล์การปล้นที่คล้ายพิธีกรรมของคลื่น แรงดึงดูดของเกมอันอันตรายทำให้การสืบสวนค่อย ๆ บิดเบี้ยวจากหลักฐานสู่แรงปรารถนาในการพิสูจน์ตัวเอง ขณะที่เบาะแสลากไปสู่โลกของกีฬาทะเลและความหลงใหลในเสรีภาพ ความลับของผู้ต้องสงสัยเริ่มท้าทายทั้งหน้าที่และศีลธรรมของผู้ไล่ล่า
เรื่องเริ่มต้นจากการตามรอยการก่อเหตุที่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เหมือนมี “สัญญะ” ซ่อนอยู่ทุกครั้งที่เกิดขึ้น ฝ่ายสืบสวนพยายามอ่านรูปแบบของการปล้นและเชื่อมโยงกับผู้คนในแวดวงที่อาศัยลมคลื่นเป็นทั้งสนามและภาษาพูด ระหว่างการสืบสวนที่ยิ่งเข้มขึ้น ความมั่นใจของตัวละครก็เริ่มสั่นคลอน—เพราะสิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น และผู้ที่คิดว่าเข้าใจเกม อาจเป็นคนที่โดนเกมกำลังกลืนกลับไป เมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทุกก้าว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตามกับผู้ถูกตามเริ่มคลุมเครือมากกว่า “ศัตรู” และ “เป้าหมาย” จนการตัดสินใจในนาทีคับขันอาจกลายเป็นทั้งทางออกและจุดแตกหัก
จุดเด่นอยู่ที่แรงปะทะระหว่าง “เกมกีฬาและการอาชญากรรม” ทำให้การไล่ล่าดูมีจังหวะของตัวเอง ไม่ได้เดินตามสูตรสอบสวนล้วน ๆ อีกทั้งความสัมพันธ์เชิงอุดมการณ์ระหว่างตัวละครทำให้คดีนี้ไม่ใช่แค่จับคนผิด แต่เป็นการทดลองว่าความหลงใหลในเสรีภาพจะลากใครให้พังได้แค่ไหน
Point Break (1991) คลื่นบ้ากระแทกคลื่นบ้า เล่าเกมไล่ล่าที่หนีความจำเจด้วยการพาไปอยู่ในบรรยากาศของความคลั่งไคล้และสัญญะของผู้คน แม้จะเป็นหนังแอ็กชันที่ขับด้วยความเร็ว แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องน่าติดตามคือความคลุมเครือทางใจ—คดีค่อย ๆ กลายเป็นคำถามว่าศีลธรรมจะถูกทดสอบด้วย “ความฝัน” ได้อย่างไร สำหรับคนที่ชอบหนังแอ็กชันที่มีหัวใจเชิงจิตวิทยา จะได้อรรถรสจากทั้งความตื่นเต้นและการลุ้นความหมายที่ซ่อนอยู่




