เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Mongol The Rise of Genghis Khan มองโกล ตอนกำเนิด เจงกิสข่าน
ชื่ออังกฤษ: Mongol The Rise of Genghis Khan
ชื่อไทย: มองโกล ตอนกำเนิด เจงกิสข่าน
Mongol The Rise of Genghis Khan มองโกล กำเนิดเจ็งกีสข่าน ภาพยนตร์สร้างจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ของนักวิชาการชั้นแนวหน้าขุดคุ้ย เรื่องราวที่แสนทุกข์ทรมานและพลิกผันในช่วงต้นชีวิตของ เจงกิสข่าน ผู้ถือกำเนิดขึ้นมาในนาม เตมูจิน เมื่อปี 1162 จากชีวิตที่เต็มไปด้วยภยันตรายในวัยเด็กสู่การต่อสู้ที่เป็นตัวกำหนดชะตา กรรมของเขา ภาพยนตร์ได้แต่งแต้มสีสันในหลายมิติในการถ่าทอดชีวิตบุคคลที่ในอนาคตจะกลายเป็นนักรบผู้ ยิ่งใหญ่ และยังเปิดเผยตัวตนที่ไม่ใช่สัตว์ป่าชั่วร้ายแบบเมื่อก่อนแต่เป็นต้นแบบของผู้นำที่ไร้ซึ่งความกลัวและมีวิสัยทัศน์ มองโกลจะแสดงให้พวกเราได้เห็นถึงการหล่อหลอมให้เกิดเป็นชายไม่ธรรมดาผู้นี้ และยังแสดงให้เห็นถึงรากฐานแห่งความยิ่งใหญ่ของเขานั่นคือความสัมพันธ์กับ บอร์เต้ ผู้เป็นภรรยาคู่ชีวิต และยังเป็นที่ปรึกษาที่เชื่อใจได้มากที่สุดอีกด้วย เจงกีสข่านหรือชื่อเดิมเตมูจิน (ออนยัม โอซุเรน) อายุได้ 9 ขวบ (ค.ศ.1172) เตมูจินเป็นบุตรชายของ เยซูไก หัวหน้าชนเผ่ามองโกลเผ่าหนึ่งที่ชื่อ Borjigin เตมูจินถูกส่งให้ไปเลือกเจ้าสาวที่เผ่า Merkit (ชนเผ่ามองโกลที่เข้มแข็งและดุร้าย) เพื่อเป็นการผูกสัมพันธไมตรีซึ่งตามประเพณีเตมูจินต้องอยู่รับใช้ที่นั่นจน อายุถึงวัยแต่งงานคือ 12 ปี แต่เขาเกิดตกหลุมรักกับสาวแห่งเผ่า Onggirat ที่ชื่อ บอร์เต้ (บายาร์ทเซทเซค เออร์เดเนบัท) และเลือกที่จะแต่งงานด้วยแทน ในระหว่างเดินทางกลับบ้านบิดาของเขาถูกศัตรูคือพวกตาต้าร์วางยาพิษจนตาย เตมูจินรีบกลับมาเพื่อประกาศความเป็นผู้นำเผ่าต่อจากบิดา แต่กลับถูก ทากูไต (อมาดู มามาดาคอฟ) ลูกน้องของบิดาหักหลังและช่วงชิงอำนาจขึ้นแทน และขับไล่เขากับมารดาให้ออกไปนอกเผ่า ช่วงนี้คือช่วงที่เขาตกต่ำที่สุดยากจนและถูกจับเป็นทาส ช่วงนี้เป็นเวลาที่บ่มเพาะความเป็นนักสู้ให้กับเขาเตมูจินได้รู้จักกับ จามูก้า (ฮองลี ซุน) ลูกชายหัวหน้าเผ่าจนได้เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน จนถึงปี ค.ศ.1186 เมื่อ เตมูจิน (อาซาโนะ ทาดาโนบุ) เติบใหญ่เป็นหนุ่มวัย 23 ปี เขากลายเป็นนักรบผู้เก่งกล้าเขาหนีจากการถูกจับเป็นทาสและเดินทางไปแต่งงานกับ บอร์เต้ (คูลาน ชุลูน) สาวที่หมายมั่นไว้ แต่ไม่นานบอร์เต้ถูกชนเผ่า Merkit จับตัวไป ด้วยความช่วยเหลือจากจามูก้าพี่น้องร่วมสาบาน เขาจึงช่วยบอร์เต้ออกมาได้ แต่ต้องผิดใจกับจามูก้าและกลายเป็นศัตรูกัน หนังดำเนินเรื่องจนถึงปี 1206 เมื่อเตมูจินซึ่งมองเห็นความแตกแยกระหว่างชนเผ่ามองโกลมาตลอดนับแต่เด็กจนโตได้รวบรวมชนเผ่าต่าง ๆ ของมองโกลให้เป็นหนึ่งเดียวและได้เป็นเจงกีสข่าน
เรื่องราวการก้าวขึ้นมาของเจงกิสข่านในช่วงก่อนจะกลายเป็นตำนาน เริ่มจากความยากลำบาก การแย่งชิงอำนาจ และการตัดสินใจที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยง เมื่อผู้คนกระจัดกระจายจากสงครามและความไม่แน่นอน ชายหนุ่มคนหนึ่งพยายามหาที่ยืนให้ตนเอง พร้อมค่อยๆ สร้างแรงยึดเหนี่ยวให้คนรอบข้างก้าวไปในทิศทางเดียวกัน ท่ามกลางภูมิประเทศที่โหดร้าย ความไว้ใจมีค่าเท่ากับชีวิต และชัยชนะเกิดจากทั้งความกล้า แผน และโชคที่ไม่เคยมาแบบง่ายๆ
ในโลกของชนเผ่ามองโกลที่อำนาจผลัดเปลี่ยนเร็ว ความอยู่รอดคือกติกาสำคัญ เด็กหนุ่มที่เติบโตท่ามกลางความสูญเสียต้องเรียนรู้ทันทีว่า ความแรงกล้าอย่างเดียวไม่พอ เขาต้องเข้าใจการเมืองในเงามืด การอ่านใจผู้คน และจังหวะที่ควรเงียบหรือควรลงมือ เมื่อเหตุการณ์บีบให้เขาเลือกข้างและรับผลของการตัดสินใจ ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวก็ถูกทดสอบซ้ำๆ ทั้งความภักดี ความกลัว และความหวังที่ต่างคนต่างถือไว้ วันหนึ่งการรวมกลุ่มเริ่มเกิดขึ้น ไม่ใช่ด้วยคำสัญญาลอยๆ แต่ด้วยการเอาตัวรอดร่วมกัน การแบ่งบทบาท และการทำให้เป้าหมายใหญ่ดูเป็นไปได้ ภายใต้การกดดันจากศัตรูและข้อจำกัดทางทรัพยากร ความคิดของเขาค่อยๆ รูปเป็นยุทธศาสตร์ ส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ที่เจ็บปวด อีกส่วนมาจากวิธีคิดที่กล้าพอจะทำสิ่งที่คนอื่นลังเล
หนังเด่นที่การเล่าแบบค่อยเป็นค่อยไปว่าตำนานไม่ได้เกิดจากคำทำนาย แต่เกิดจากการเลือกในสถานการณ์ที่จนมุมและการเรียนรู้จากความพลาด การเมืองชนเผ่าถูกปูให้รู้สึกจับต้องได้ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมีน้ำหนัก เพราะทุกครั้งที่ใครสักคน “ยืนข้างไหน” มักตามมาด้วยราคาที่ชัดเจน นอกจากนี้ภาพรวมของบรรยากาศทุ่งหญ้าและความโหดของชีวิตเร่ร่อนช่วยให้ความตึงเครียดพุ่งขึ้นได้เองโดยไม่ต้องอาศัยเหตุการณ์หวือหวาเกินจำเป็น
Mongol The Rise of Genghis Khan มองโกล ตอนกำเนิด เจงกิสข่าน มีพลังจากการเล่าเรื่องการเติบโตในสภาพแวดล้อมที่โหดและความไว้ใจคือทรัพยากรสำคัญ เนื้อหาไม่ได้พยายามเร่งให้ทุกอย่างเร็ว แต่เลือกชี้ให้เห็นว่าการรวมคนและการได้อำนาจต้องแลกด้วยความสูญเสียและการตัดสินใจที่ยาก ข้อสังเกตคืออารมณ์ของเรื่องจะหนักสำหรับคนที่อยากดูแบบเบาๆ อย่างไรก็ตาม หากชอบเรื่องที่มาจากการเมือง การเอาตัวรอด และการก่อรูปผู้นำผ่านทางเลือกทีละขั้น หนังก็ตอบโจทย์ดี




