เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Lord of War (2005) นักฆ่าหน้านักบุญ
ชื่ออังกฤษ: Lord of War
ชื่อไทย: นักฆ่าหน้านักบุญ
ปีที่ออกฉาย: 2005
ซึ่งสองเรื่องหลังนี้เขาลงมือกำกับเอง นิโคลได้เข้าชิงออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก The Truman Show “นิโคลัส เคจ” รับบท พ่อค้าอาวุธเลือดยูเครน นาม “ยูริ ออร์ลอฟ” ซึ่งเนื้อหาเป็นเรื่องราวของ ชายหนุ่มจากครอบครัวยูเครนอพยพคนหนึ่ง ที่ผันตัวเองจากลูกเจ้าของร้านอาหารมาเป็นพ่อค้าอาวุธสงครามระดับโลก ชีวิตของเขาไม่ต่างอะไรกับการผจญภัยที่เสี่ยงทั้งคุกและลูกปืน ออร์ลอฟ เดินทางไปทั่วโลก เพื่อเจรจาธุรกิจผ่านเขตสงครามสุดอันตรายหลายแห่ง โดยแต่ละแห่งเขาจะเปลี่ยนชื่อและหลักฐานส่วนตัวไปเรื่อยๆ ขณะก้าวสู่จุดสูงสุดของอาชีพ ออร์ลอฟ ต้องดิ้นรนหนี ทั้งตำรวจสากล คู่แข่งทางการค้า รวมทั้งลูกค้าจอมโหดบางคน แม้ว่าวูบหนึ่งจะรู้ดีว่าสิ่งที่ทำอยู่ผิด แต่ชีวิตหรูหราน่าตื่นเต้นก็เย้ายวนจนเขาไม่อาจหันหลังให้ได้ “Lord of War” เป็นหนังที่มีเนื้อหาดีครับ ดราม่าทั้งเรื่องเเทบไม่มีเเอ๊คชั่น หนังทำให้ทราบว่าการก่อสงครามนั้นมีจุดริเริ่มจากการค้าอาวุธ ถ้าไม่มีอาวุธก็ทำสงครามไม่ได้ คติสำหรับนักค้าอาวุธที่ถูกใจมากก็คือ “ห้ามถูกยิงตายโดยอาวุธปืนที่เป็นสินค้าของตนเอง เเละการค้าอาวุธจะต้องรู้ว่าเงินจะต้องได้ตามจำนวนที่กำหนดยิ่งถ้าได้ก่อนยิ่งดี” เเละผลเสียของการค้าอาวุธเป็นอย่างยิ่งคือ “หากสงครามหยุด อาวุธจะทำการซื้อขายไม่ได้” “สงครามนี้ไม่ใช่ของเรา” ยูริ ออร์ลอฟ บอกน้องชาย ครั้งแรกด้วยทีท่าฝืนใจที่ต้องเดินหนีความจริงที่โหดร้ายตอนเริ่มทำธุรกิจค้าอาวุธ เมื่อทั้งสองไปยืนอยู่หลังกำแพงที่เหล่าเด็กๆและเหยื่อสงครามกำลังจะถูกจับไปยิงทิ้ง “สงครามนี้ไม่ใช่ของเรา” ประโยคนี้ถูกเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เมื่อน้องของยูริ ออร์ลอฟ ทักท้วงไม่อยากให้เขาค้าอาวุธให้กับฝ่ายขอซื้อ เพราะน้องชายเขาเห็นว่าเหยื่อที่กำลังจะถูกฆ่าอยู่ตรงด้านล่างต่อหน้าต่อตา
เรื่องราวเริ่มจากชายคนหนึ่งที่ใช้ทักษะการฆ่าเพื่อ “ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนเรื่องอื่น” เขาไม่ใช่แค่เครื่องมือของอำนาจ แต่เป็นคนที่รู้วิธีพูดและสวมบทให้คนเชื่อ จนกระทั่งความวุ่นวายเริ่มกดทับทุกฝ่าย เหลือเพียงคำถามว่าใครกันแน่ที่กำลังเล่นเกมอยู่ และศาสนา ความเมตตา และความยุติธรรม จะกลายเป็นม่านบังหน้าได้แค่ไหน
เมื่อร่องรอยเริ่มชี้ไปยังเงาของคนอันตราย ผู้คนจำนวนมากจึงถูกดึงเข้าสู่สมรภูมิของความจริงที่บิดเบี้ยว ฝ่ายหนึ่งพยายามใช้ความเชื่อเป็นหลักยึด แต่อีกฝ่ายกลับใช้ความศรัทธาเป็นช่องทางในการเคลื่อนเกม ขณะที่การตามล่ากำลังเข้มขึ้น ชายที่ดูเหมือน “นักบุญ” ในสายตาคนบางกลุ่มกลับทำให้ภาพทั้งหมดสั่นคลอน เพราะทุกครั้งที่มีหลักฐาน ความหมายของมันก็ถูกบิดให้ต่างจากที่เห็น เรายิ่งเข้าใกล้คำตอบเท่าไร ความเสี่ยงก็ยิ่งทวีคูณ เพราะการตัดสินใจของตัวละครเริ่มไม่เหลือพื้นที่ให้ความลังเล และความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อกับความรุนแรงก็ถูกเปิดเผยทีละชั้น
หนังเด่นที่การตั้งคำถามเรื่องศีลธรรมผ่านพฤติกรรมที่ “ซ่อนเจตนา” ได้แนบเนียน บรรยากาศถูกจัดให้ตึงอยู่กับความคลุมเครือ—ไม่ใช่แค่เรื่องฆาตกรรม แต่เป็นเรื่องการหลอกความหมายของคำว่าเมตตาและความยุติธรรม อีกจุดที่น่าจับตาคือจังหวะการปะติดปะต่อเบาะแส ที่ทำให้ผู้ชมต้องระวังว่า “สิ่งที่เห็น” อาจไม่ใช่ “สิ่งที่เป็น”
Lord of War (2005) นักฆ่าหน้านักบุญ ทำงานได้คมในเรื่องความหมายของศีลธรรม เมื่อความเชื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือ ภาพรวมจึงทั้งน่าติดตามและชวนตั้งคำถาม หนังไม่ได้เดินไปหาคำตอบแบบตรงๆ แต่ยิ่งสืบ ยิ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ช่วย” กับ “ผู้ล่า” เลือนราง เหมาะกับคนที่ชอบหนังแนวลอบเร้น เกมความคิด และบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกว่าทุกอย่างอาจไม่เป็นอย่างที่ถูกเล่า




