เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Into the Woods (2014) อินทู เดอะ วู้ด มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง
ชื่ออังกฤษ: Into the Woods
ชื่อไทย: อินทู เดอะ วู้ด มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง
ปีที่ออกฉาย: 2014
Into the Woods ของวอลท์ ดิสนี่ย์ อาจทำให้คุณได้เห็นสองสุดยอดนักแสดงมาประชันกันเป็นครั้งแรก หนังเรื่องนี้เป็นการดัดแปลงจากละครเพลงฮิตของสตีเฟ่น ซอนด์ไฮม์ ว่าด้วยเรื่องราวของคนทำขนมปังกับภรรยาที่ไม่มีลูกเสียที เพราะตระกูลของพวกเขาถูกแม่มดสาป ด้วยความที่อยากมีลูกมา ทำให้คนทำขนมปังเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อขอให้แม่มดถอนคำสาปเสีย ระหว่างทางก็พบกับการผจญภัยและไปเจอสารพัดตัวละครจากเทพนิยายเช่นซินเดอเรลลา, ราพันเซล, หนูน้อยหมวกแดง และอีกมากมาย ออกผจญภัยในเรื่องราวชวนหัวของตัวเองเช่นกัน
เมื่อเรื่องราวในป่ามาอยู่เหนือการควบคุม กลุ่มตัวละครจากนิทานพื้นบ้านก็ถูกดึงเข้าหา “คำสาป” ที่คุกคามทั้งป่าและชีวิตของพวกเขา ความต้องการส่วนตัวค่อยๆ เผยความลับของความโลภ ความกลัว และการตัดสินใจที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ท่ามกลางการเดินทางที่ทั้งตื่นเต้นและสั่นไหว พวกเขาต้องเผชิญคำถามสำคัญว่าการได้ทุกอย่างที่ฝันหมายถึงการยอมแลกอะไรบ้าง
เช้าวันหนึ่ง ข้อกล่าวหาเรื่อง “คำสาป” เริ่มลุกลามและทำให้ทุกอย่างรอบตัวไม่เป็นเหมือนเดิม ตัวละครจากเรื่องเล่าคลาสสิกถูกผสานให้มาทำงานร่วมกันแบบไม่เต็มใจ ตั้งแต่การแสวงหาคำตอบ การต่อรองกับชะตา ไปจนถึงการพยายามทำตามสัญญาที่เคยคิดว่าแค่ “เรื่องเล็กน้อย” แต่ยิ่งเดินเข้าไปในป่า ความฝันยิ่งกลายเป็นภาระ ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ก็ถูกทดสอบด้วยความเชื่อที่ต่างกันและความรู้สึกผิดที่สะสมมานาน ทุกก้าวของการเดินทางเปิดเผยว่านิทานที่สวยงามมักซ่อนเงื่อนไขไว้เสมอ และการแก้คำสาปไม่ใช่แค่เรื่องของคาถา หากเป็นเรื่องของใจที่ยอมรับผลของการเลือกได้หรือไม่
เสน่ห์อยู่ที่การเล่า “นิทาน” ผ่านมุมที่ไม่อ่อนหวานจนเกินไป หนังพาให้เห็นว่าแต่ละความปรารถนามีต้นทุนซ่อนอยู่ และการปะติดปะต่อเรื่องราวหลายตัวละครทำให้ความหมายของคำว่าโชคชะตาเปลี่ยนจากคำสวยๆ เป็นแรงกดดันจริงจัง นอกจากนี้โทนดนตรีและจังหวะอารมณ์ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องเร่ง ให้ความคิดหนักๆ ไหลไปพร้อมความบันเทิงแบบคม
Into the Woods (2014) อินทู เดอะ วู้ด มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง เลือกเล่นกับความคุ้นของนิทานแต่ไม่ปล่อยให้คนดูกลืนความฝันแบบง่ายๆ พล็อตเดินด้วยแรงกดดันจากคำสาปและเงื่อนไขที่ค่อยๆ เปิดเผย จึงให้ทั้งความสนุกจากการเดินเรื่องและความหนักแน่นทางอารมณ์ที่ค้างอยู่หลังดูจบ หากคุณชอบเรื่องที่ใช้ความเป็น “นิทาน” เป็นกระจกส่องความโลภ ความกลัว และการเลือกผิด-ถูก เรื่องนี้จะตอบโจทย์ได้ดี




