เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Fences (2016) รั้วใดมิอาจกั้น
ชื่ออังกฤษ: Fences
ชื่อไทย: รั้วใดมิอาจกั้น
ปีที่ออกฉาย: 2016
Fences (2016) รั้วใดมิอาจกั้น รายละอียด ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2016 เรื่องย่อมีอยู่ว่า”เดนเซล วอชิงตัน” กับบทบาทสุดดราม่าใน Fences ภาพยนตร์เรื่องนี้พาผู้ชมย้อนอดีตไปในช่วงปี 50s ท่ามกลางบรรยากาศความขัดเเย้งระหว่างคนผิวสีกับคนผิวขาวในสหรัฐฯ ซึ่งเดนเซลรับบทเป็นคุณพ่อ อดีตนักกีฬาชื่อดัง ที่ชีวิตพลิกผันจนต้องกลายมาเป็นคนเก็บขยะ ทำให้ต้องมุมานะสร้างตัวจนละเลยที่จะแสดงความรักกับครอบครัว จนเขาก็จะต้องนำพาครอบครัวฝ่าฟันวิกฤตไปให้ได้ทั้งในเรื่องการเป็นอยู่และความรัก
เฟนซ์ (Fences) เล่าเรื่องครอบครัวของชายคนหนึ่งที่พยายามสร้าง “รั้ว” เพื่อปกป้องพื้นที่ของตัวเอง แต่สิ่งที่เขากั้นไว้ไม่ได้มีแค่โลกภายนอก ความคับแค้นและความหวังที่สั่งสมมาก่อนค่อยๆ ปะทุขึ้นในบทสนทนาระหว่างคนในบ้าน โดยเฉพาะเมื่ออดีต ความฝันที่ไม่เป็นไปตามทาง และภาระที่ไม่มีใครแบ่งเบา เริ่มทำให้ทุกคนมองกันคนละแบบ
เรื่องเริ่มจากชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และความคิดของเจ้าบ้าน เขาใช้การลงมือทำรั้วเป็นทั้งงานและสัญลักษณ์ของการควบคุมสิ่งต่างๆ ไม่ให้ “พัง” อีกครั้ง ขณะเดียวกันความเงียบและความคาดหวังในบ้านกลับยิ่งแน่นขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับภรรยาและความสัมพันธ์ในมุมของลูกชายเริ่มตึง เพราะแต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง ทั้งเรื่องความฝันที่ถูกตัดทอน ความผิดพลาดในอดีต และสิ่งที่อยากให้ครอบครัวเป็น ความพยายามรักษาหน้าและปกป้องความรู้สึก ทำให้การสื่อสารยิ่งพลาดจังหวะ จนความจริงที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเล็กๆ กลายเป็นชนวนให้เกิดการปะทะทางอารมณ์ตลอดทั้งเรื่อง ขณะที่รั้วคืบหน้าไปทีละนิด ความสัมพันธ์ก็ถอยห่างทีละนิดเช่นกัน แต่ไม่มีใครหลุดจากเงาของอดีตได้ง่ายๆ
จุดแข็งอยู่ที่บทสนทนาที่เหมือนระเบิดเวลาค่อยๆ นับถอยหลัง ทุกคำที่พูดออกมาเต็มไปด้วยความหมายแฝง ทั้งความรัก ความโกรธ และความพยายามจะไม่ยอมแพ้ นอกจากนี้การใช้ “รั้ว” เป็นภาพแทนขอบเขตทางใจ ทำให้เรื่องไม่ได้พูดถึงการกั้นพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ชี้ว่าความกลัวและความคาดหวังสามารถสร้างกำแพงในบ้านได้จริง
Fences (2016) รั้วใดมิอาจกั้น เป็นหนังที่ยึดอารมณ์ด้วยความสัมพันธ์ในบ้านมากกว่าการเดินเรื่องแบบหวือหวา แม้เรื่องจะยืนอยู่กับพื้นที่เดิมเป็นหลัก แต่ความตึงในบทพูดทำให้ผู้ชมไม่รู้สึกนิ่งตามไปกับฉาก ความขัดแย้งเกิดจากการสะสมและความเข้าใจผิดที่ยืดเยื้อ จึงเข้มข้นทั้งด้านความเจ็บปวดและความเป็นมนุษย์ เหมาะกับคนที่อยากดูหนังดราม่าที่ใช้คำพูดและความเงียบเป็นอาวุธมากกว่าการเฉลยอย่างรวดเร็ว




