เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Driven (2018)
ชื่ออังกฤษ: Driven
ปีที่ออกฉาย: 2018
เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ของแคลิฟอร์เนียเรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากการเติบโตที่ยอดเยี่ยมของเด็กหนุ่มที่มีความสามารถในอุตสาหกรรมรถยนต์ John DeLorean (Lee Pace) และ DeLorean Engine Company ที่มีชื่อเสียงของเขาผ่านสายตาของความเป็นเพื่อนกับนักบินที่มีเสน่ห์และอดีตนักบินที่เปลี่ยนเป็น “Driven” แหล่งที่มา Jim Hoffman (Jason Sudeikis) DeLorean หันมาใช้แบบฝึกหัดที่น่ารังเกียจเพื่อช่วย บริษัท DeLorean Engine ที่ถูกรบกวนทางศาสนาของเขาและฮอฟแมนก็เต็มใจที่จะหลอกล่อนักออกแบบ วิศวกรรถยนต์ให้เข้าสู่วงการค้าโคเคนที่ FBI ตั้งขึ้น Isabel Arraiza เป็น Cristina DeLorean คู่สมรสด้านการแสดงของ DeLorean, Judy Greer (Ant-Man, Jurassic World, War for the Planet of the Primates) คือ Ellen Hoffman, Hoffman, ไม่มีคู่สมรสที่พูดพล่ามและ Corey Stoll (เริ่มต้นด้วย Man, Ant- Man, Midnight in Paris) เป็นผู้ขับเคลื่อน FBI Uncommon Operator Benedict Tisa
หลังถูกดึงให้เข้าไปพัวพันกับการขนส่งที่อันตราย แก๊งเล็กๆ ต้องเร่งเครื่องมือทุกอย่างให้ทัน ขณะที่กติกาที่คิดว่ารู้ กลับเริ่มพังทลายทีละชิ้น การไล่ล่าระหว่างความต้องรอดกับคำสั่งจากเบื้องบนทำให้ทุกตัดสินใจมีราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเข้าใกล้ค่ำคืนสุดท้าย ทุกคนก็ยิ่งรู้ว่า “การหลุดออกมา” อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ
เรื่องเดินจากจังหวะที่ตัวละครเริ่มเห็นช่องทางใน “งาน” ที่เหมือนเป็นแค่การทำตามหน้าที่ แต่ไม่นานแรงกดดันก็เพิ่มขึ้นทั้งจากฝ่ายที่คอยสั่งการและสถานการณ์ที่คุมไม่ได้บนท้องถนน การเตรียมแผน การรักษาวินัย และการอ่านใจคนร่วมทีมกลายเป็นเรื่องที่สำคัญพอๆ กับรถและความเร็ว ระหว่างทางความสัมพันธ์ในกลุ่มเริ่มสั่นคลอน เพราะความลับเล็กๆ เรื่องแรงจูงใจ และความไม่ไว้ใจที่สะสมมานานถูกบีบให้เปิดเผยผ่านเหตุการณ์เฉพาะหน้า จนเส้นแบ่งระหว่างการเอาตัวรอดกับการเดินหมากผิดพลาดเลือนราง และทุกฉากไล่ล่าจะยิ่งดึงให้อารมณ์แน่นขึ้นแบบไม่มีเวลาหายใจ
ความตึงเครียดถูกสร้างจากการตัดสินใจมากกว่าความแรงของฉากแอ็กชัน ความสัมพันธ์ของคนในทีมถูกทดสอบด้วยความกดดันต่อเนื่อง ทำให้การไล่ล่าไม่ใช่แค่ความมันส์แต่เป็นเดิมพันทางศีลธรรมและความเชื่อใจ อีกจุดที่เด่นคือจังหวะเล่าเรื่องที่ทำให้คนดูต้องคอยประเมินว่าใครตั้งใจช่วย ใครแค่กำลังเอาตัวรอดในแบบของตัวเอง
Driven (2018) ชนะใจตรงที่ย้ายโฟกัสจาก “ความเร็ว” ไปสู่ “ราคา” ของการตัดสินใจ ทำให้เรื่องทั้งแน่นและมีความรู้สึกว่าแต่ละก้าวถูกบังคับให้เดินบนทางที่แคบ ถึงจะมีจังหวะคุ้นตาแบบหนังทริลเลอร์ถนนอยู่บ้าง แต่โครงเกมความไม่ไว้ใจและแรงกดดันทำให้เรื่องไม่ไหลไปกับฉากแอ็กชันเฉยๆ เหมาะกับคนที่อยากดูหนังไล่ล่าที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และเดิมพันมากพอๆ กับความมันส์




