เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Dr.Seuss’ The Lorax (2012) คุณปู่โรแลกซ์ มหัศจรรย์ป่าสีรุ้ง
Dr.Seuss’ The Lorax คุณปู่โรแลกซ์ มหัศจรรย์ป่าสีรุ้ง
โปรเจคท์แอนิเมชั่นใหม่ล่าสุด ในระบบ 3D-CGI Dr. Seuss’ The Lorax ซึ่งดัดแปลงมาจากนิทานแสนคลาสสิคของ ดร.ซูส ซึ่งเป็นเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตในผืนป่าที่ต้องแบ่งปันพลังแห่งความหวังด้วยกัน การผจญภัยที่ชวนคุณติดตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ออกเดินทางเพื่อไปค้นหาสิ่งๆหนึ่งที่จะช่วยให้เขาสามารถเอาชนะใจสาวน้อยที่เขาหลงรัก เพื่อที่จะได้มาเพื่อเจ้าตัวช่วยสิ่งนั้น เขาจะต้องตามหาเรื่องราวของ “โลแร็กซ์” สิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนจะน่ากลัวและน่ารักในตัวเดียวกัน เจ้าโลแร็กซ์นี้มีหน้าที่เป็นผู้ปกป้องอาณาจักรของเขา
ในเมืองที่ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เด็กหนุ่มคนหนึ่งกลับได้รู้จักความจริงที่ซ่อนอยู่เกี่ยวกับป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ เรื่องเริ่มต้นจากการตามหา “สิ่งที่หายไป” จนพาเขาไปเจอกับผู้พิทักษ์ป่าและบทสนทนาที่ทำให้หัวใจสั่นสะเทือน เมื่อผลประโยชน์เข้ามาครอบงำ ทุกคนต้องเลือกว่าจะยืนอยู่ข้างความจริงหรือปล่อยให้ธรรมชาติค่อยๆ จางหายไป
เมืองที่ผู้คนใช้ชีวิตอย่างสบายใจภายใต้คำสัญญาเรื่องอนาคต ขณะเดียวกัน “ป่า” กลายเป็นเพียงตำนาน เด็กหนุ่มที่อยากรู้ว่าทำไมสิ่งที่สวยงามจึงหายไปมากกว่าคำตอบธรรมดา เขาออกเดินทางด้วยความอยากเข้าใจ และพบร่องรอยของความเสียหายที่ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เมื่อความจริงค่อยๆ เปิดเผย เขาได้เจอกับบรรยากาศของการโต้เถียงระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ที่ยืนหยัดปกป้องสิ่งมีชีวิต ในขณะที่คำพูดและการกระทำเริ่มสะท้อนว่า “การรักษา” ไม่ใช่เรื่องของการพูดอย่างเดียว แต่ต้องลงมือปกป้องด้วยหัวใจ และความกล้าที่จะไม่ยอมแพ้ให้กับความโลภ
หนังใช้พลังของการเล่าแบบนิทานมีคมในการชี้ประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการทำให้ความกังวลเรื่องทรัพยากรกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายสำหรับคนดูทุกวัย ภาพและอารมณ์ของป่าสีรุ้งช่วยสร้างความน่าค้นหา ส่วนการปะทะกันทางความคิดระหว่างความสะดวกสบายกับคุณค่าของธรรมชาติทำให้เรื่องไม่เป็นแค่ความฝันสีสัน แต่มีแรงกระแทกทางอารมณ์จริงๆ
Dr.Seuss’ The Lorax (2012) คุณปู่โรแลกซ์ มหัศจรรย์ป่าสีรุ้ง เลือกเล่าเรื่องยากให้กลายเป็นการเดินทางของอารมณ์และคำถามมากกว่าการบรรยายตรงๆ มุกและความแฟนตาซีช่วยให้บรรยากาศไม่หนักเกินไป แต่พอถึงช่วงที่ความจริงค่อยๆ ชัดขึ้น ภาพรวมก็พาให้คนดูหยุดคิดจริงว่า “เราปล่อยให้ธรรมชาติหายไปได้อย่างไร” จุดที่เด่นคือการผูกประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ากับความหมายของการฟังเสียงที่แทนความเสียหายได้ครบขึ้นโดยไม่ทำให้เนื้อเรื่องเสียความสนุก




