เสียง : ไทย
เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Chieri and Cherry (2015)
ชื่ออังกฤษ: Chieri and Cherry
ปีที่ออกฉาย: 2015
“Chieri and Cherry” อาจเป็นสตรีวัยเยาว์ที่มีพื้นฐานการสอบบัญชีครั้งที่ 6 พ่อของเธอเตะถังเมื่อเธอยังเล็กเธอจึงอยู่กับแม่อย่างมีเหตุผล เพราะมันเป็นเพื่อนของ Chieri เคยเป็นตุ๊กตาเชอร์รี่ที่เธอพบในสำนักงานความจุในช่วงเวลาที่พ่อของเธอทำประโยชน์ ในโลกแห่งการท่องไปในดินแดนแฟนตาซีของ Chieri เชอร์รี่ได้พูดคุยและเล่นด้วยและให้คำปรึกษาและรักษาความปลอดภัยให้กับพ่อของเธอ Chieri ไปเยี่ยมบ้านคุณยายของเธอเพื่อเริ่มต้นโดยใช้เวลาสักพักเพื่อไปร่วมพิธีรับทราบของพ่อของเธอ เธอพบว่ามีลูกสุนัขจรจัดตัวหนึ่งกำลังจะคลอดลูก แต่อีกาและสัตว์ที่อยากรู้อยากเห็นมาพยายามที่จะกระตุ้นลูกสุนัข Chieri และ Cherry จะช่วยชีวิตพวกเขาได้หรือไม่?
เรื่องเริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนกำลังเดินหน้า แต่กลับมีบางอย่างไม่สมบูรณ์อยู่ในใจตัวละคร—คำพูดที่ไม่เคยพูด ตลอดจนเหตุการณ์ในอดีตที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาในรูปของความลังเลและการตัดสินใจที่ยากจะห้ามความรู้สึกได้ ในโลกเล็กๆ ของคนสองคนและคนรอบตัว ความเข้าใจผิดไม่ใช่แค่เรื่องการสื่อสาร หากคือการเลือกจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองกลัวมากกว่าความจริง
ตัวละครหลักพยายามรักษาสมดุลระหว่างสิ่งที่ควรรู้กับสิ่งที่เลือกจะมองข้าม ความใกล้ชิดที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้ปมลดลง กลับทำให้สิ่งที่ซ่อนอยู่ชัดขึ้นทีละนิด ทั้งสัญญาณเล็กๆ จากบทสนทนา น้ำเสียง และท่าทีที่เหมือนจะปกติแต่กลับเต็มไปด้วยความหมายซ่อนเร้น ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ทำให้ความรู้สึกที่เก็บไว้ยิ่งสั่นคลอน เพราะแต่ละคนมีมุมมองต่ออดีตไม่เหมือนกัน ทำให้ตัวละครต้องเลือกว่าจะยืนอยู่กับคำอธิบายที่ปลอบใจตัวเอง หรือยอมรับความจริงที่เจ็บกว่า และการตัดสินใจในช่วงเวลาสำคัญกลับทำหน้าที่เหมือนเข็มทิศชี้ว่าความรักจะไปต่อด้วยการพูดความจริง หรือจะพังทลายเพราะยังไม่กล้าพอ
หนังพาเราจมอยู่กับ “คำที่ยังไม่ถูกพูด” ทำให้ความตึงในความสัมพันธ์เกิดจากรายละเอียดเล็กๆ ไม่ใช่ความบังเอิญแบบฉับพลัน โทนที่ทั้งอ่อนโยนและหนักใจทำให้การสื่อสารกลายเป็นเครื่องวัดความสัมพันธ์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงที่อารมณ์ไหลขึ้นมาจากเหตุการณ์เดิมๆ ที่เคยคิดว่าเก็บไว้ได้แล้ว
จุดเด่นของเรื่องคือการทำให้ปัญหาความสัมพันธ์ไม่ใช่แค่เรื่องมือที่ไม่ถึง แต่เป็นเรื่องใจที่เลือกจะอยู่กับความกลัวมากกว่าความเสี่ยงจะเสียใจ ด้วยโทนอารมณ์ที่ค่อยๆ สะสม หนังจึงเหมาะกับคนที่ชอบดูละครรักที่ตั้งอยู่บนความหมายของบทสนทนาและสิ่งที่ไม่พูดมากกว่าความหวือหวาแบบภายนอก แม้บางช่วงจะช้ากว่าที่คาด แต่ความละเอียดของความรู้สึกทำให้ตามทันและเข้าใจได้ลึกขึ้น




