เสียง : ไทย
เรื่องย่อ+ข้อมูลหนัง Big Eyes (2014) ติสท์ลวงตา
ชื่ออังกฤษ: Big Eyes
ชื่อไทย: ติสท์ลวงตา
ปีที่ออกฉาย: 2014
Big Eyes เรื่องราวชีวประวัติของ มาร์กาเร็ต คีน (เอมี อดัมส์) ศิลปินที่โด่งดังเป็นอย่างมากใน ยุค’50 จากผลงานภาพวาดคาแร็กเตอร์ เด็กหญิงตาโต อันเป็นเอกลักษณ์ จนวันหนึ่งก็บังเกิดเรื่อง เมื่อ วอลเตอร์ (คริสตอฟ วอลซ์) อดีตคนรักของเธอ ได้ยื่นฟ้องศาลว่าตนเองต่างหากคือเจ้าสิทธิ์อันชอบธรรม และเป็นคนวาดภาพเด็กหญิงตาโตเหล่านี้ จนเกิดเป็นการต่อสู้ในชั้นศาลเป็นเวลานาน ก็จะนำไปสู่การตัดสินที่ฮาร์ดคอร์แบบให่ต่างคนต่างวาดภาพขึ้นมาใหม่ ใครวาดเหมือนของเก่ากว่า ก็ชนะคดีไป!
เรื่องราวของหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์ด้านการวาดภาพต้องพยายามยืนให้มั่นในโลกศิลปะ ขณะที่ความสำเร็จค่อยๆ นำพาไปสู่คำถามเรื่องตัวตน ผู้เป็นคนสร้างกันแน่ และใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากผลงานเดียวกัน เมื่อภาพวาดที่เธอเป็นคนเขียนกลายเป็นตำนาน คนรอบตัวกลับเริ่มตัดสินเธอจาก “ชื่อ” มากกว่าความจริง
หญิงสาวเริ่มต้นจากการทำงานกับความหวังเล็กๆ ในการได้แสดงฝีมือ และเมื่อผลงานบางชิ้นเริ่มเป็นที่สนใจ ชื่อของคนใกล้ตัวก็ถูกยกขึ้นมาพร้อมเรื่องเล่าที่ทำให้ทุกอย่างดูง่ายขึ้นสำหรับโลกภายนอก แต่สำหรับเธอ ทุกครั้งที่ต้องกลืนความไม่ยุติธรรมลงไป ความขัดแย้งจะยิ่งชัดขึ้น ทั้งในบ้าน ในสตูดิโอ และในสายตาของคนที่มองศิลปะเป็นสินค้ามากกว่าคนสร้าง
ระหว่างการไล่ตามโอกาสกับการปกป้องศักดิ์ศรี เธอเผชิญทั้งแรงกดดันและการบิดเบือนความหมายของงานที่ตัวเองทำ ขณะที่สถานการณ์เริ่มบังคับให้ต้องตัดสินใจว่า จะยอมให้เรื่องเล่าที่ถูกแต่งขึ้นเดินต่อไป หรือจะยืนหยัดเพื่อความจริงที่อาจทำให้ชีวิตสั่นสะเทือนยิ่งกว่าเดิม
หนังยึดแกนสำคัญที่ “การครอบครองเครดิต” และผลกระทบต่อชีวิตจริง ทำให้ความตึงอยู่ที่จิตใจมากกว่าภายนอก ภาพจำของงานศิลป์ถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่าเรื่องว่า ความนิยมสามารถสร้างตำนานได้เร็วพอๆ กับที่มันบดบังเจ้าของตัวจริง รวมถึงการวางจังหวะให้ผู้ชมค่อยๆ เห็นรอยร้าวระหว่างความสัมพันธ์และความคาดหวังของคนรอบข้าง
Big Eyes (2014) ติสท์ลวงตา ทำงานได้ดีเมื่อเล่าเรื่องผ่านธีมสิทธิ์ ความหมายของเครดิต และราคาที่ต้องจ่ายเมื่อความสำเร็จไม่ใช่ของเราเอง จุดแข็งอยู่ที่การทำให้ประเด็น “ใครคือผู้สร้าง” กลายเป็นความเจ็บปวดที่จับต้องได้ และชวนผู้ชมคิดตามว่าการยอมจำนนเงียบๆ อาจกลายเป็นกุญแจสำคัญให้ความไม่ยุติธรรมเดินต่อไป อย่างไรก็ตาม ความดราม่าจะเข้มในเชิงอารมณ์มากกว่าเกมแอ็กชัน จึงเหมาะกับคนที่ดูเพื่อเข้าใจตัวละครและระบบที่กดทับมากกว่ารอความพลิกผันแบบลุ้นตลอดเวลา




